"ยาสอด" เป็นคำเรียกทั่วไปที่คนใช้พูดถึงการยุติการตั้งครรภ์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "ทำแท้ง" ด้วยยา แต่คำนี้บอกแค่ลักษณะการใช้ ไม่ได้บอกว่าตัวยาคืออะไร ปลอดภัยแค่ไหน หรือเหมาะกับอายุครรภ์ของใครหรือไม่ ยาที่ใช้ยุติการตั้งครรภ์อย่างถูกกฎหมายในไทยคือ Mifepristone และ Misoprostol ซึ่งต้องได้รับผ่านแพทย์เท่านั้น การรู้แค่ชื่อเรียกโดยไม่ผ่านการตรวจจากแพทย์อาจทำให้พลาดภาวะอันตรายที่สังเกตด้วยตาเปล่าไม่ได้ บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมชื่อเรียกแบบนี้ถึงทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย และทำไมการพบแพทย์จึงเป็นขั้นตอนที่ข้ามไม่ได้
"ยาสอด" ไม่ใช่ชื่อยา แล้วมันเป็นชื่อของอะไร
คำว่า "ยาสอด" ที่คนไทยใช้เรียกกันติดปากนั้น แท้จริงแล้วเป็นคำที่ตั้งขึ้นจากลักษณะการกระทำอย่างหนึ่ง ไม่ได้ตั้งขึ้นจากชื่อของตัวยาแต่อย่างใด เช่นเดียวกับที่เราเรียก "ยาหยอดตา" หรือ "ยาทาแผล" โดยอ้างอิงจากการกระทำ ไม่ใช่จากสารออกฤทธิ์ที่อยู่ข้างใน
เพราะฉะนั้น คำว่า "ยาสอด" จึงไม่ได้บอกอะไรเลยว่าสิ่งที่อยู่ในมือคือยาอะไร มีฤทธิ์แรงแค่ไหน ต้องใช้ในปริมาณเท่าใด หรือเหมาะสมกับสถานการณ์และอายุครรภ์ของคนที่ถือมันอยู่หรือไม่ คนสองคนอาจเรียกยาคนละชนิดว่า "ยาสอด" เหมือนกัน ทั้งที่ตัวยาจริงต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความคลุมเครือนี้เองคือจุดที่อันตรายที่สุด เพราะเมื่อคำเรียกไม่ได้ผูกกับข้อมูลทางการแพทย์ใดๆ คนที่ได้ยินคำนี้จึงมักเข้าใจไปเองว่ามันคือ "วิธีหนึ่ง" ที่ทำได้ทั่วไป โดยไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังคำนี้มีเงื่อนไขทางการแพทย์และกฎหมายซ่อนอยู่มากมายที่ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อนเสมอ หากต้องการทำความเข้าใจคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ด้วยยาให้ครบถ้วนมากขึ้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ คำศัพท์เกี่ยวกับยายุติการตั้งครรภ์ที่ควรรู้
ทำไมชื่อที่บอกวิธีใช้ถึงทำให้เข้าใจผิด
ปัญหาของการตั้งชื่อยาตามวิธีใช้ คือมันทำให้คนคิดว่าถ้ารู้ "วิธี" แล้วก็เท่ากับรู้ทุกอย่างที่จำเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง วิธีใช้เป็นเพียงส่วนเล็กที่สุดของกระบวนการทั้งหมด
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคิดว่ายาทุกชนิดที่เรียกว่า "ยาสอด" ใช้ได้เหมือนกันหมด ไม่ว่าอายุครรภ์จะเท่าไหร่ หรือคิดว่าถ้าซื้อมาใช้เองแล้วจะได้ผลเช่นเดียวกับที่แพทย์ให้ ความเชื่อเหล่านี้ล้วนมาจากการที่ชื่อเรียกไม่ได้สื่อถึงความซับซ้อนของกระบวนการทางการแพทย์ที่อยู่เบื้องหลัง
ในความเป็นจริง การยุติการตั้งครรภ์ด้วยยาต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุครรภ์ที่แน่นอน ภาวะสุขภาพของผู้รับบริการ ตำแหน่งของการตั้งครรภ์ และประวัติทางการแพทย์อื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีทางรู้ได้จากการฟังชื่อเรียกหรือดูจากซองยาเพียงอย่างเดียว
อีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือเรื่องอายุครรภ์ ตามกฎหมายไทย การยุติการตั้งครรภ์ในกรณีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์สามารถทำได้โดยไม่ต้องระบุเหตุผล ส่วนกรณีอายุครรภ์ระหว่าง 12–20 สัปดาห์ ต้องผ่านการตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือกจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและผู้ประกอบวิชาชีพอื่นก่อนเสมอ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ไม่มีทางรู้ได้จากคำว่า "ยาสอด" เพียงอย่างเดียว หากต้องการทำความเข้าใจว่าอายุครรภ์แต่ละช่วงมีทางเลือกอย่างไรบ้าง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ข้อมูลอายุครรภ์แต่ละสัปดาห์และทางเลือกตามกฎหมาย
สิ่งที่ซองยาบอกคุณไม่ได้เลยสักอย่าง
เมื่อได้รับยาจากแหล่งที่ไม่ผ่านการตรวจจากแพทย์ ซองยาหรือแผงยาที่อยู่ในมือไม่สามารถบอกอะไรได้เลยเกี่ยวกับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละคน สิ่งที่ซองยาไม่มีทางบอกได้มีดังนี้
- ไม่สามารถบอกได้ว่าอายุครรภ์ที่แท้จริงคือเท่าไหร่ เพราะการนับวันด้วยตัวเองมักคลาดเคลื่อนได้บ่อย
- ไม่สามารถบอกได้ว่าการตั้งครรภ์นั้นอยู่ในตำแหน่งปกติหรือเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตและยาไม่มีผลใดๆ
- ไม่สามารถบอกได้ว่าร่างกายของแต่ละคนมีข้อห้ามหรือภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้ไม่ควรใช้ยาชนิดนั้นหรือไม่
- ไม่สามารถยืนยันได้ว่าหลังจากใช้ยาแล้ว การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงจริงหรือยังมีเนื้อเยื่อตกค้างอยู่
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการรู้ชื่อเรียกหรือแม้แต่รู้ว่ายาคืออะไร จึงไม่เพียงพอที่จะทดแทนการตรวจและการดูแลจากแพทย์ได้เลย เพราะข้อมูลที่สำคัญที่สุดต่อความปลอดภัยล้วนเป็นข้อมูลที่ต้องได้จากการตรวจร่างกายจริง ไม่ใช่จากสิ่งที่พิมพ์อยู่บนซองยา
สิ่งที่แพทย์ทำ นอกเหนือจากการให้ยา
หลายคนเข้าใจว่าบทบาทของแพทย์มีเพียงแค่ "จ่ายยา" แต่ในความเป็นจริงกระบวนการทางการแพทย์มีความสำคัญมากกว่านั้นมาก โดยสิ่งที่แพทย์ต้องทำก่อนและหลังการให้ยามีดังนี้
- ยืนยันว่าตั้งครรภ์จริง เพราะการไม่มีประจำเดือนมีสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่างที่ไม่ใช่การตั้งครรภ์
- ยืนยันอายุครรภ์ด้วยการตรวจ ไม่ใช่การนับวันเอง ซึ่งคลาดเคลื่อนได้บ่อย และอายุครรภ์เป็นตัวกำหนดว่าทางเลือกใดทำได้บ้างตามกฎหมาย
- คัดกรองการตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งเป็นภาวะที่ยาไม่มีผลและอาจถึงชีวิต
- ติดตามผลหลังจากนั้นเพื่อยืนยันว่าสิ้นสุดแล้วจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่การสังเกตอาการด้วยตนเองที่บ้านทำแทนไม่ได้
ขั้นตอนเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้กระบวนการทางการแพทย์แตกต่างจากการหาซื้อยามาใช้เองโดยสิ้นเชิง เพราะทุกขั้นตอนล้วนออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และแพทย์เป็นผู้กำหนดว่าใช้ยาชนิดใด อย่างไร และเมื่อไหร่ ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคลเท่านั้น
จ่ายค่าอะไรกันแน่เมื่อไปสถานพยาบาล
หลายคนเข้าใจว่าค่าบริการที่จ่ายไปคือ "ค่าซื้อเม็ดยา" แต่ในความเป็นจริงค่าบริการที่สถานพยาบาลเรียกเก็บนั้นครอบคลุมมากกว่านั้นมาก ทั้งค่าตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ ค่าตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อยืนยันอายุครรภ์และตำแหน่งของการตั้งครรภ์ ค่าให้คำปรึกษาจากแพทย์และสหวิชาชีพ ไปจนถึงค่าติดตามผลหลังการรักษา ค่าบริการโดยรวมของการยุติการตั้งครรภ์ในสถานพยาบาลอยู่ในช่วงประมาณ 3,000-15,000 บาท ซึ่งความแตกต่างของราคาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานพยาบาลที่เลือกใช้บริการ วิธีการที่แพทย์พิจารณาว่าเหมาะสม และอายุครรภ์ในขณะที่เข้ารับบริการ จึงควรสอบถามค่าบริการกับสถานพยาบาลโดยตรง
สำหรับผู้ที่มีสิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิสวัสดิการข้าราชการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. จ่ายชดเชยให้สถานพยาบาลในอัตราเหมาจ่าย 3,000 บาทต่อการตั้งครรภ์ สำหรับการยุติการตั้งครรภ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้รับบริการที่ใช้สิทธิที่หน่วยบริการในระบบจึงไม่ต้องจ่ายค่าบริการส่วนนี้เอง อย่างไรก็ตาม หากเข้ารับบริการที่สถานพยาบาลนอกระบบ หรือมีค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เกินจากอัตราที่ สปสช. ครอบคลุม อาจมีส่วนต่างที่ผู้รับบริการต้องชำระเอง จึงควรสอบถามรายละเอียดกับสถานพยาบาลล่วงหน้าเสมอ
เนื่องจากราคาและเงื่อนไขอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสถานพยาบาล ผู้ที่ต้องการทราบข้อมูลที่ชัดเจนควรสอบถามสถานพยาบาลโดยตรงก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม สำหรับภาพรวมว่าค่าบริการของแต่ละแห่งต่างกันเพราะอะไร อ่านเพิ่มได้ที่ การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการยุติการตั้งครรภ์ในประเทศไทย
ถ้าใช้ยาที่ซื้อมาเองไปแล้ว
หากมีการใช้ยาที่ได้มาโดยไม่ผ่านแพทย์ไปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ก็ตาม เพราะมีความเสี่ยงหลายอย่างที่ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง และแพทย์จำเป็นต้องตรวจเพื่อยืนยันว่าร่างกายปลอดภัยและกระบวนการสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์หรือไม่ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงของยาที่ไม่ผ่านการควบคุมได้ที่ ยาขับเลือดทำให้แท้งได้จริงไหม และทำไมเลือดออกไม่ได้แปลว่าจบแล้ว
อาการที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ให้ไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด หรือโทร 1669 ทันที
- เลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยแบบหนาหลายผืนติดต่อกัน — โทร 1669
- ปวดท้องรุนแรงจนทนไม่ไหว หรือปวดร้าวไปที่ไหล่ — โทร 1669
- มีไข้สูง หนาวสั่น ร่วมกับตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ — โทร 1669
- หน้ามืด วิงเวียน ใจสั่น หรือเป็นลมหมดสติ — โทร 1669
- อาเจียนต่อเนื่องจนไม่สามารถดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้ — โทร 1669
สำหรับกรณีที่ตกขาวมีกลิ่นผิดปกติเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีไข้ร่วมด้วย อาการนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องเรียกรถพยาบาล แต่ควรไปพบแพทย์ภายในวันเดียวกัน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน
หากมีข้อสงสัยทั่วไปที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน สามารถโทรปรึกษาสายด่วนกรมอนามัยได้ที่ 1663 ซึ่งให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าบริการ
คำถามที่พบบ่อย
ยาที่ซื้อมาเองกับยาที่แพทย์ให้ ต่างกันตรงไหน
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ตัวยา แต่อยู่ที่กระบวนการก่อนได้รับยา ยาที่แพทย์ให้ผ่านการตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ อายุครรภ์ และตำแหน่งของการตั้งครรภ์มาก่อนเสมอ ในขณะที่ยาที่ซื้อมาเองไม่มีการตรวจใดๆ รองรับ จึงไม่มีทางรู้ได้ว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ของผู้ใช้หรือไม่ และไม่มีการติดตามผลหลังใช้ยา
ทำไมต้องตรวจอัลตราซาวนด์ก่อน
การตรวจอัลตราซาวนด์ช่วยยืนยันอายุครรภ์ที่แม่นยำกว่าการนับวันด้วยตนเอง และที่สำคัญกว่านั้นคือช่วยคัดกรองภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิตที่การใช้ยาไม่มีผลใดๆ เลย การตรวจนี้จึงเป็นขั้นตอนที่ไม่สามารถข้ามได้ไม่ว่ากรณีใด
ไปสถานพยาบาลครั้งแรกต้องเจออะไรบ้าง
โดยทั่วไปจะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ ตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อยืนยันอายุครรภ์และตำแหน่ง จากนั้นแพทย์และสหวิชาชีพจะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับทางเลือกที่เหมาะสมตามอายุครรภ์และสถานการณ์ของแต่ละคน ก่อนตัดสินใจร่วมกันในขั้นตอนต่อไป
ค่าบริการที่จ่ายไปรวมอะไรบ้าง
ค่าบริการโดยรวมครอบคลุมทั้งการตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ การตรวจอัลตราซาวนด์ การให้คำปรึกษาจากแพทย์และสหวิชาชีพ รวมถึงการติดตามผลหลังการรักษา ไม่ใช่เพียงค่าตัวยาอย่างเดียว โดยราคาจะแตกต่างกันไปตามสถานพยาบาล วิธีการรักษา และอายุครรภ์ จึงควรสอบถามรายละเอียดกับสถานพยาบาลโดยตรง
ซื้อยามาเองแล้วไปให้แพทย์ดูได้ไหม
สามารถไปพบแพทย์ได้เสมอไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อประเมินความปลอดภัยและให้การดูแลที่เหมาะสม การเปิดเผยข้อมูลตามความจริงกับแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง
ได้ยามาแล้วยังต้องไปพบแพทย์อีกไหม
จำเป็นต้องไปพบแพทย์เสมอ ไม่ว่าจะได้รับยามาจากช่องทางใดก็ตาม เพราะการติดตามผลหลังใช้ยาเป็นขั้นตอนที่ยืนยันว่าการตั้งครรภ์สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่การสังเกตอาการด้วยตนเองที่บ้านไม่สามารถทดแทนได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือก พ.ศ. 2565
- เครือข่าย RSA กรมอนามัย — rsathai.org
- สายด่วนกรมอนามัย 1663


