การทำแท้งไม่สมบูรณ์หรือ Incomplete Abortion เกิดขึ้นเมื่อมีเนื้อเยื่อจากการตั้งครรภ์หลงเหลือในมดลูกหลังการยุติการตั้งครรภ์ ภาวะนี้อาจเกิดจากการทำแท้งด้วยยา การผ่าตัด หรือการแท้งเองตามธรรมชาติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การตกเลือดรุนแรง การติดเชื้อในมดลูก หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต การรู้จักสังเกตอาการเตือนและขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
สัญญาณทำแท้งไม่สมบูรณ์ อาการที่ควรระวัง คืออะไร
การทำแท้งไม่สมบูรณ์เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อมีเนื้อเยื่อของทารกหรือรก (placenta) ยังคงหลงเหลืออยู่ในโพรงมดลูกหลังกระบวนการยุติการตั้งครรภ์เสร็จสิ้น ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการทำแท้งด้วยยา Mifepristone และ Misoprostol ที่เนื้อเยื่อไม่ถูกขับออกมาทั้งหมด การทำแท้งด้วยการผ่าตัดที่เนื้อเยื่อไม่ได้ถูกดูดออกมาอย่างสมบูรณ์ หรือจากการแท้งเองตามธรรมชาติที่ร่างกายไม่สามารถขับเนื้อเยื่อออกได้หมด
อาการสำคัญที่บ่งบอกว่าอาจเกิดภาวะทำแท้งไม่สมบูรณ์ ได้แก่ เลือดออกจากช่องคลอดมากกว่าปกติหรือนานเกิน 14 วัน ปวดท้องน้อยรุนแรงไม่ทุเลาเมื่อเวลาผ่านไป อาจมีเลือดออกเป็นก้อนขนาดใหญ่ มีกลิ่นเหม็นจากช่องคลอด มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ หรือมีอาการช็อกจากการเสียเลือดมาก เช่น ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็ว
หากประสบอาการใดอาการหนึ่งข้างต้น ควรติดต่อแพทย์หรือเข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาลทันที การปล่อยให้เนื้อเยื่อหลงเหลืออยู่ในมดลูกนานเกินไปอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในมดลูก (endometritis) ซึ่งอาจลุกลามเป็นการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (pelvic inflammatory disease) หรือแม้กระทั่งการติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ขั้นตอนและสิ่งที่คาดหวัง
หากมีข้อสงสัยว่าอาจเกิดภาวะทำแท้งไม่สมบูรณ์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยหลายขั้นตอนเพื่อยืนยันและประเมินความรุนแรง ขั้นแรกคือการซักประวัติอาการโดยละเอียด เช่น ปริมาณเลือดที่ออก ระยะเวลาที่มีอาการ ลักษณะอาการปวด และอาการแสดงอื่นๆ จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการตรวจช่องคลอดและมดลูกเพื่อดูว่าปากมดลูกยังเปิดอยู่หรือไม่ และมีเนื้อเยื่อปิดอยู่หรือไม่
การตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เป็นเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัยภาวะนี้ โดยจะช่วยให้แพทย์มองเห็นว่ามีเนื้อเยื่อหลงเหลืออยู่ในโพรงมดลูกหรือไม่ และประมาณขนาดของเนื้อเยื่อที่เหลือ นอกจากนี้อาจมีการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมน hCG (ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์) ซึ่งจะยังคงสูงหากมีเนื้อเยื่อตั้งครรภ์เหลืออยู่ ตรวจนับเม็ดเลือดขาวเพื่อหาสัญญาณการติดเชื้อ และตรวจระดับเลือดเพื่อประเมินว่ามีภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดมากหรือไม่
วิธีการรักษาภาวะทำแท้งไม่สมบูรณ์จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและปริมาณเนื้อเยื่อที่เหลือ หากเป็นกรณีเล็กน้อยและไม่มีอาการติดเชื้อ แพทย์อาจให้ยา Misoprostol เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นให้มดลูกหดตัวและขับเนื้อเยื่อออกมา หากปริมาณเนื้อเยื่อมากหรือมีสัญญาณติดเชื้อ อาจต้องทำหัตถการดูดสุญญากาศ (Vacuum Aspiration) หรือขูดมดลูก (Dilation and Curettage: D&C) เพื่อเอาเนื้อเยื่อที่เหลือออกมาให้หมดภายใต้การดมยาสลบหรือยาระงับความรู้สึกบริเวณเฉพาะที่
หากมีการติดเชื้อ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาเชื้อโรค และในกรณีที่มีการตกเลือดมาก อาจต้องให้สารน้ำทางเส้นเลือดหรือแม้กระทั่งการให้เลือดหากระดับเลือดต่ำเกินไป หลังการรักษา แพทย์จะนัดติดตามอาการเพื่อให้แน่ใจว่าการรักษาเสร็จสมบูรณ์และไม่มีภาวะแทรกซ้อน
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย vs สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที
หลังการยุติการตั้งครรภ์ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงและอาการหลายอย่างที่เป็นปกติและคาดหวังได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องแยกแยะให้ได้ว่าอาการใดเป็นผลข้างเคียงปกติ และอาการใดเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและถือว่าปกติ:
- เลือดออกจากช่องคลอดคล้ายประจำเดือนหรือมากกว่าเล็กน้อย นาน 7-14 วัน อาจมีเลือดออกเป็นจุดๆ สลับไปมา
- มีเลือดออกเป็นก้อนเล็กๆ โดยเฉพาะในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
- ปวดบิดเกร็งท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน ซึ่งควรค่อยๆ ทุเลาลงภายใน 2-3 วัน สามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป เช่น Ibuprofen หรือ Paracetamol
- อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนและการเสียเลือด
- อารมณ์แปรปรวนเล็กน้อย เนื่องจากระดับฮอร์โมนกำลังปรับตัว
- เต้านมอาจยังคงตึงหรือบวมอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์จนกว่าฮอร์โมนจะลดลง
สัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที:
- เลือดออกมากผิดปกติ — เปียกผ้าอนามัยซึมเต็มแผ่นภายในเวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมง ติดต่อกันเกิน 2 ชั่วโมง
- มีเลือดออกเป็นก้อนขนาดใหญ่กว่าลูกตาไก่ หรือมีเลือดออกเป็นก้อนบ่อยครั้ง
- ปวดท้องน้อยรุนแรงไม่ทุเลาแม้จะรับประทานยาแก้ปวด หรือปวดมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะลดลง
- มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนาวสั่น แสดงถึงการติดเชื้อ
- มีกลิ่นเหม็นผิดปกติจากช่องคลอด ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อ
- คลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง ท้องเสีย
- มีอาการช็อก เช่น หน้าซีด เหงื่อออกตัวเย็น วิงเวียนศีรษะมาก หมดสติ ซึ่งอาจเกิดจากการเสียเลือดมาก
- มีอาการหายใจลำบากหรือเจ็บหน้าอก
- เลือดออกนานเกิน 14 วันโดยไม่ลดลง
การสังเกตอาการและรู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ไม่ควรรอดูอาการหากมีข้อสงสัยว่าอาจเกิดปัญหา การติดต่อแพทย์หรือสายด่วน 1663 เพื่อขอคำปรึกษาสามารถทำได้ตลอดเวลา
การดูแลตัวเองหลังการยุติการตั้งครรภ์
การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมหลังการยุติการตั้งครรภ์จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะทำแท้งไม่สมบูรณ์และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ รวมถึงช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำสำคัญ:
การดูแลสุขอนามัย:
- ใช้ผ้าอนามัยภายนอก ห้ามใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหรือแทมปอนเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยครั้ง อย่างน้อยทุก 4-6 ชั่วโมงหรือเมื่อเปียก
- ล้างบริเวณอวัยวะเพศภายนอกด้วยน้ำสะอาดวันละ 2 ครั้ง ไม่ควรฉีดล้างช่องคลอดภายใน
- งดการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือจนกว่าการเลือดออกจะหยุด และควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการคุมกำเนิดก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกหลังยุติการตั้งครรภ์
- งดแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ สระว่ายน้ำ หรือแหล่งน้ำอื่นๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ อาบน้ำฝักบัวแทน
การพักผ่อนและกิจกรรม:
- พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
- สามารถกลับมาทำกิจกรรมประจำวันเบาๆ ได้ตามที่ร่างกายรู้สึกสบาย
- งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะชะลอการฟื้นตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
อาหารและโภชนาการ:
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน ธาตุเหล็ก และวิตามินซี เพื่อช่วยในการสร้างเลือดและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอวันละ 8-10 แก้ว
- หากแพทย์แนะนำ อาจรับประทานวิตามินเสริม โดยเฉพาะเหล็กและโฟเลตหากมีภาวะโลหิตจาง
การติดตามอาการ:
- จดบันทึกอาการ เช่น ปริมาณเลือดที่ออก ลักษณะเลือด ระดับความปวด และอาการอื่นๆ
- วัดอุณหภูมิร่างกายทุกวันในช่วง 3-5 วันแรก เพื่อเฝ้าระวังไข้
- เข้ารับการตรวจติดตามกับแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด โดยปกติจะนัดภายใน 1-2 สัปดาห์หลังการยุติการตั้งครรภ์
สุขภาพจิตใจ:
- ให้เวลากับตัวเองในการรับมือกับอารมณ์ที่อาจแปรปรวน ซึ่งเป็นเรื่องปกติจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน
- พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้หากรู้สึกต้องการความช่วยเหลือทางอารมณ์
- หากมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวลรุนแรง หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ควรขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ทันที
คำถามที่พบบ่อย
อาการใดบ่งบอกว่าทำแท้งไม่สมบูรณ์?
อาการสำคัญที่บ่งบอกว่าอาจเกิดภาวะทำแท้งไม่สมบูรณ์ ได้แก่ เลือดออกจากช่องคลอดนานเกิน 14 วัน หรือมากกว่าปกติ ปวดท้องน้อยรุนแรงและไม่ทุเลา มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียสพร้อมหนาวสั่น มีกลิ่นเหม็นผิดปกติจากช่องคลอด หรือมีเลือดออกเป็นก้อนขนาดใหญ่ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยด้วยอัลตราซาวนด์และการตรวจร่างกาย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่การติดเชื้อในมดลูกหรือภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงอื่นๆ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
หลังทำแท้งเลือดออกมากแค่ไหนถึงควรไปพบแพทย์?
หลังการยุติการตั้งครรภ์ การเลือดออกปริมาณปานกลางคล้ายประจำเดือนถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ควรรีบพบแพทย์ทันทีหากเลือดออกมากจนผ้าอนามัยซึมเต็มแผ่นภายในเวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมง ติดต่อกันเกิน 2 ชั่วโมง หรือมีเลือดออกเป็นก้อนขนาดใหญ่กว่าลูกตาไก่ นอกจากนี้หากเลือดออกนานเกิน 14 วันโดยไม่มีสัญญาณลดลง หรือเลือดออกหยุดแล้วกลับมาออกมากอีกครั้ง ก็ควรรีบรับการตรวจเช่นกัน การเสียเลือดมากอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางและภาวะช็อก ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ทำแท้งไม่สมบูรณ์รักษาอย่างไร?
การรักษาภาวะทำแท้งไม่สมบูรณ์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและปริมาณเนื้อเยื่อที่หลงเหลือในมดลูก หากเป็นกรณีเล็กน้อยและไม่มีการติดเชื้อ แพทย์อาจให้ยา Misoprostol เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นให้มดลูกหดตัวและขับเนื้อเยื่อออกมาเอง แต่หากมีเนื้อเยื่อเหลือปริมาณมากหรือมีสัญญาณติดเชื้อ จำเป็นต้องทำหัตถการดูดสุญญากาศหรือขูดมดลูกเพื่อเอาเนื้อเยื่อออกให้หมด หากมีการติดเชื้อแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะควบคู่ไปด้วย และในกรณีที่มีการตกเลือดมากอาจต้องให้สารน้ำหรือเลือดทางเส้นเลือด หลังการรักษาแพทย์จะนัดติดตามเพื่อให้แน่ใจว่าการรักษาเสร็จสมบูรณ์
ทำแท้งไม่สมบูรณ์มีผลกระทบต่อการมีบุตรในอนาคตหรือไม่?
โดยทั่วไปหากภาวะทำแท้งไม่สมบูรณ์ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที มักไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการมีบุตรในอนาคต ประจำเดือนจะกลับมาปกติภายใน 4-6 สัปดาห์หลังการรักษา และสามารถเตรียมตั้งครรภ์ใหม่ได้หลังจากรอให้ร่างกายฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ ซึ่งแพทย์มักแนะนำให้รอประมาณ 1-3 รอบประจำเดือน อย่างไรก็ตาม หากเกิดการติดเชื้อรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดแผลเป็นในมดลูกหรือท่อนำไข่ อาจส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์พันธุ์ได้ ดังนั้นการรักษาที่ถูกต้องและการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ควรไปโรงพยาบาลเมื่อใดหลังจากทำแท้ง?
ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีหากพบอาการต่อไปนี้หลังการยุติการตั้งครรภ์: เลือดออกมากผิดปกติ ปวดท้องน้อยรุนแรงไม่ทุเลาด้วยยาแก้ปวด มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียสพร้อมหนาวสั่น มีกลิ่นเหม็นจากช่องคลอด มีอาการวิงเวียนศีรษะมากหรือเป็นลม หน้าซีดผิดปกติ หายใจลำบากหรือเจ็บหน้าอก คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง หรือมีอาการช็อก นอกจากนี้แม้จะไม่มีอาการรุนแรงแต่หากรู้สึกกังวลหรือไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติหรือไม่ ก็สามารถโทรปรึกษาสายด่วน 1663 หรือติดต่อแพทย์ที่ดูแลคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ควรรอดูอาการหากมีข้อสงสัยเพราะการรักษาเร็วจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้
การทำแท้งไม่สมบูรณ์เกิดขึ้นได้จากสาเหตุใดบ้าง?
สาเหตุของการทำแท้งไม่สมบูรณ์มีหลายประการ ได้แก่ การใช้ยาทำแท้งที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะหากได้ยามาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือหรือใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม การทำแท้งด้วยการผ่าตัดที่เนื้อเยื่อไม่ได้ถูกดูดหรือขูดออกมาอย่างสมบูรณ์ อายุครรภ์ที่มากขึ้นก็มีโอกาสเกิดภาวะนี้สูงขึ้น ลักษณะทางกายวิภาคของมดลูกที่ผิดปกติ เช่น มดลูกเอียง หรือมีเนื้องอกในมดลูก อาจทำให้การขับเนื้อเยื่อออกไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้การแท้งเองตามธรรมชาติบางกรณีร่างกายก็อาจไม่สามารถขับเนื้อเยื่อออกมาได้ทั้งหมด การทำแท้งที่สถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและได้รับการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ได้อย่างมาก
การทำแท้งด้วยยากับการทำแท้งด้วยการผ่าตัด แบบไหนเสี่ยงต่อภาวะทำแท้งไม่สมบูรณ์มากกว่ากัน?
ทั้งสองวิธีมีความเสี่ยงต่อภาวะทำแท้งไม่สมบูรณ์ แต่ในอัตราและลักษณะที่แตกต่างกัน การทำแท้งด้วยยา (Mifepristone + Misoprostol) มีโอกาสเกิดภาวะนี้ประมาณ 2-5% โดยเฉพาะในกรณีที่อายุครรภ์มากหรือใช้ยาไม่ครบตามโปรโตคอล ในขณะที่การทำแท้งด้วยการผ่าตัด เช่น การดูดสุญญากาศหรือขูดมดลูก มีโอกาสเกิดภาวะนี้ต่ำกว่าประมาณ 1-2% เนื่องจากแพทย์สามารถควบคุมการเอาเนื้อเยื่อออกได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม การทำแท้งด้วยการผ่าตัดมีความเสี่ยงอื่นๆ เช่น การเจาะมดลูก หรือการบาดเจ็บของปากมดลูก การเลือกวิธีการจึงควรปรึกษากับแพทย์โดยพิจารณาจากอายุครรภ์ สภาวะสุขภาพ และความพร้อมในการติดตามอาการหลังการทำหัตถการ
มีไข้หลังทำแท้งอันตรายหรือไม่?
การมีไข้เล็กน้อย (ต่ำกว่า 38 องศาเซลเซียส) ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังการทำแท้งอาจเกิดขึ้นได้จากการตอบสนองของร่างกายต่อยาหรือหัตถการ และมักไม่เป็นอันตราย แต่หากมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส นานเกิน 24 ชั่วโมง หรือมีอาการหนาวสั่น ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ปวดท้องรุนแรง มีกลิ่นเหม็นจากช่องคลอด หรือเลือดออกมาก อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในมดลูก ซึ่งต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะโดยเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้การติดเชื้ออาจลุกลามเป็นการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานหรือแม้กระทั่งการติดเชื้อในกระแสเลือดที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นหากมีไข้หลังการทำแท้ง ควรวัดอุณหภูมิและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และรีบพบแพทย์ทันทีหากไข้สูงหรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือก พ.ศ. 2565
- เครือข่าย RSA กรมอนามัย — rsathai.org
- สายด่วนกรมอนามัย 1663



