การทำแท้งด้วยยาและการผ่าตัดล้วนเป็นวิธีการที่ปลอดภัยเมื่อทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ โดยยามีประสิทธิภาพ 93-98% ในอายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ ส่วนการผ่าตัดมีอัตราภาวะแทรกซ้อนต่ำกว่าโดยรวม แต่ต้องทำในสถานพยาบาล การเลือกวิธีขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ สุขภาพของผู้รับบริการ และความต้องการส่วนบุคคล ในประเทศไทย ทั้งสองวิธีถูกกฎหมายและควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีใบอนุญาตเท่านั้น
เปรียบเทียบความปลอดภัยยาทำแท้งกับผ่าตัด คืออะไร
การทำแท้งมีสองวิธีหลักที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ คือ การใช้ยา (Medical Abortion) และการผ่าตัด (Surgical Abortion) โดยทั้งสองวิธีมีระดับความปลอดภัยสูงเมื่อดำเนินการโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรม
การทำแท้งด้วยยา ใช้ยาสองชนิด คือ mifepristone ซึ่งหยุดการทำงานของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่จำเป็นต่อการตั้งครรภ์ ตามด้วย misoprostol ที่กระตุ้นให้มีการหดตัวของมลรดและขับถุงน้ำคร่ำออก วิธีนี้มีประสิทธิภาพ 93-98% ในอายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ และสามารถทำได้ในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมทางการแพทย์
การทำแท้งด้วยการผ่าตัด มีหลายวิธี เช่น การดูด (Vacuum Aspiration) หรือการขูด (Dilation and Curettage - D&C) โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือทางการแพทย์เข้าไปในมดลูกเพื่อนำเนื้อเยื่อออก วิธีนี้ทำในสถานพยาบาล ใช้เวลาสั้น มีประสิทธิภาพเกือบ 100% และมีอัตราภาวะแทรกซ้อนโดยรวมต่ำกว่าการใช้ยา
การเลือกวิธีขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง:
- อายุครรภ์ — ยาเหมาะสมที่สุดในช่วง ≤9 สัปดาห์ ส่วนการผ่าตัดสามารถทำได้ทุกช่วงอายุครรภ์ที่กฎหมายอนุญาต
- สถานการณ์สุขภาพ — ผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง โรคเลือดไม่แข็งตัว หรือภาวะแพ้ยา อาจเหมาะกับการผ่าตัดมากกว่า
- ความต้องการส่วนบุคคล — บางคนต้องการควบคุมกระบวนการด้วยตนเองที่บ้าน บางคนต้องการให้เสร็จสิ้นรวดเร็วในสถานพยาบาล
- การเข้าถึงบริการ — สถานพยาบาลบางแห่งอาจมีบริการเพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
ขั้นตอนและสิ่งที่คาดหวัง
กระบวนการทำแท้งด้วยยา เริ่มต้นด้วยการได้รับยา mifepristone ในสถานพยาบาลหรือคลินิก หลังจากนั้น 24-48 ชั่วโมง จะใช้ยา misoprostol ซึ่งสามารถใช้ที่บ้านหรือในสถานพยาบาลตามคำแนะนำของแพทย์ ผลข้างเคียงมักเริ่มภายใน 1-4 ชั่วโมงหลังใช้ misoprostol รวมถึงการเลือดออกคล้ายมีประจำเดือน การปวดเกร็งที่ท้องน่วง และอาจมีการขับก้อนเลือดขนาดต่างๆ
การเลือดออกและการปวดเกร็งมักรุนแรงที่สุดใน 3-5 ชั่วโมงแรก และจะค่อยๆ ลดลงในช่วง 24 ชั่วโมงถัดไป การเลือดออกเบาๆ อาจดำเนินต่อไปอีก 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะได้รับนัดติดตามผลหลัง 7-14 วัน เพื่อยืนยันว่าการยุติการตั้งครรภ์เสร็จสมบูรณ์โดยใช้การตรวจอัลตราซาวนด์หรือตรวจระดับฮอร์โมน hCG
กระบวนการทำแท้งด้วยการผ่าตัด มักใช้เวลาเพียง 5-15 นาทีสำหรับขั้นตอนหลัก ผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่หรือยาสลบแบบมีความรู้สึกตัว (Conscious Sedation) ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์และนโยบายของสถานพยาบาล แพทย์จะขยายปากมดลูกอย่างระมัดระวัง จากนั้นใช้หลอดดูดที่เชื่อมต่อกับเครื่องสูญญากาศเพื่อนำเนื้อเยื่อออกจากมดลูก
หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะพักฟื้นในห้องพักอาการประมาณ 30-60 นาที เพื่อตรวจสอบสัญญาณชีพและอาการเลือดออก ส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน โดยมีการนัดติดตามผลหลัง 2-4 สัปดาห์ การเลือดออกหลังการผ่าตัดมักน้อยกว่าการใช้ยา และดำเนินต่อไปประมาณ 1-2 สัปดาห์
ทั้งสองวิธีต้องการการติดตามผลเพื่อยืนยันว่ากระบวนการเสร็จสมบูรณ์ และเพื่อตรวจสอบภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น การนัดติดตามผลถือเป็นส่วนสำคัญของการดูแลที่ปลอดภัย
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย vs สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที
ผลข้างเคียงปกติของการทำแท้งด้วยยา รวมถึง:
- การเลือดออกและการปวดเกร็งคล้ายมีประจำเดือนหนัก — เป็นสัญญาณว่ายาทำงาน
- การขับก้อนเลือดขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร
- คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย — พบได้บ่อยจาก misoprostol
- ไข้เล็กน้อยและหนาวสั่น — มักดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง
- ปวดศีรษะและวิงเวียน
ผลข้างเคียงปกติของการทำแท้งด้วยการผ่าตัด รวมถึง:
- การเลือดออกเบาถึงปานกลางเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
- การปวดเกร็งเล็กน้อยใน 1-2 วันแรก
- อาการปวดจากการขยายปากมดลูก
- อาการคลื่นไส้จากยาชา (ในบางกรณี)
สัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์ทันที:
- เลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยเต็มแผ่น 2 แผ่นขึ้นไปภายใน 1 ชั่วโมง นานกว่า 2 ชั่วโมงติดต่อกัน
- ไข้สูงเกิน 38°C นานกว่า 24 ชั่วโมง หรือไข้ที่เกิดขึ้นหลังจากวันแรก
- ปวดท้องรุนแรงที่ยาแก้ปวดไม่สามารถบรรเทาได้
- ตกขาวที่มีกลิ่นเหม็น — อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
- ไม่มีการเลือดออกเลยหลังใช้ยา — อาจหมายความว่ายาไม่ได้ผล
- อาการวิงเวียนหนัก หน้ามืด หรือเป็นลม
- อาการแพ้ยา เช่น ผื่นคัน ลมพิษ หายใจลำบาก
อัตราภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงของการทำแท้งทั้งสองวิธีต่ำมาก อยู่ที่ประมาณ 0.3-0.5% เมื่อทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรม ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อ การเลือดออกมาก การยุติการตั้งครรภ์ไม่สมบูรณ์ และในกรณีของการผ่าตัด อาจมีการบาดเจ็บของมดลูกหรืออวัยวะใกล้เคียง แต่เกิดขึ้นได้น้อยมาก
การดูแลตัวเองหลังการยุติการตั้งครรภ์
การพักฟื้นทางร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักในช่วง 2-3 วันแรก แต่สามารถกลับไปทำกิจวัตรปกติได้เมื่อรู้สึกพร้อม การเดินเบาๆ ช่วยลดความเสี่ยงของลิ่มเลือด ควรพักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะอาหารที่มีธาตุเหล็กเพื่อชดเชยเลือดที่สูญเสีย
การจัดการอาการปวดและอาการอื่นๆ สามารถใช้ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของ ibuprofen ตามคำแนะนำของแพทย์ การประคบร้อนที่บริเวณท้องน่วงช่วยบรรเทาการปวดเกร็ง หลีกเลี่ยงการใช้แอสไพรินเพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น ควรดื่มน้ำให้เพียงพอและรับประทานอาหารเบาๆ หากมีอาการคลื่นไส้
การดูแลด้านสุขอนามัย ควรใช้ผ้าอนามัยแทนผ้าอุดประจำเดือนในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและเพื่อให้สามารถติดตามปริมาณเลือดออกได้ ควรหลีกเลี่ยงการใส่อุปกรณ์ใดๆ เข้าทางช่องคลอด หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหรือจนกว่าการเลือดออกจะหยุด และไม่ควรแช่น้ำในอ่างอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำจนกว่าการเลือดออกจะหยุด
การฟื้นฟูด้านจิตใจและอารมณ์ เป็นเรื่องปกติที่จะมีอารมณ์ผันแปร ความเศร้า หรือความรู้สึกผิดหลังการยุติการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอาจส่งผลต่ออารมณ์เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ การพูดคุยกับคนที่เชื่อใจ การรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา หรือการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน อาจช่วยได้ หากมีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลนานกว่า 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด การตกไข่อาจเกิดขึ้นได้เร็วภายใน 2 สัปดาห์หลังการทำแท้ง ดังนั้นหากไม่ต้องการตั้งครรภ์ ควรเริ่มวิธีการคุมกำเนิดทันทีหลังการทำแท้ง สามารถใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย (IUD) หรือการฝังยาคุมกำเนิดได้ทันที แพทย์สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล
คำถามที่พบบ่อย
ยาทำแท้งกับการผ่าตัดอันไหนปลอดภัยกว่ากัน?
ทั้งสองวิธีมีความปลอดภัยสูงเมื่อทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ โดยอัตราภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงอยู่ที่ต่ำกว่า 0.5% การทำแท้งด้วยยามีประสิทธิภาพ 93-98% ในอายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ ส่วนการผ่าตัดมีประสิทธิภาพเกือบ 100% และมีอัตราการต้องทำหัตถการซ้ำต่ำกว่า ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ สภาวะสุขภาพ และความต้องการส่วนบุคคล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าวิธีใดเหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ
ยา mifepristone และ misoprostol มีประสิทธิภาพแค่ไหนในแต่ละช่วงอายุครรภ์?
ประสิทธิภาพของยาทำแท้งลดลงตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น ในอายุครรภ์ไม่เกิน 7 สัปดาห์มีประสิทธิภาพประมาณ 98% ลดลงเป็น 93-96% ในอายุครรภ์ 8-9 สัปดาห์ และประมาณ 87-91% ในอายุครรภ์ 9-10 สัปดาห์ หลังจาก 10 สัปดาห์ แพทย์อาจต้องปรับขนาดยาหรือแนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดแทน องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ยาทำแท้งในอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์เมื่อมีการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสม ในประเทศไทย การใช้ยาทำแท้งต้องทำภายใต้การกำกับของแพทย์และตามโปรโตคอลที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
ผลข้างเคียงของการทำแท้งด้วยยามีอะไรบ้าง และแตกต่างจากการผ่าตัดอย่างไร?
ผลข้างเคียงของการทำแท้งด้วยยารวมถึงการเลือดออกและปวดเกร็งที่รุนแรงกว่าการผ่าตัด โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ไข้เล็กน้อย และหนาวสั่น การเลือดออกอาจนานกว่าการผ่าตัด คือประมาณ 9-16 วัน ในขณะที่การผ่าตัดมักมีอาการเลือดออกประมาณ 5-7 วัน อย่างไรก็ตาม การทำแท้งด้วยยาไม่ต้องใช้ยาชาและสามารถทำที่บ้านได้ ส่วนการผ่าตัดอาจมีความเสี่ยงเล็กน้อยที่เกี่ยวกับการใช้ยาชาและการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ แต่ใช้เวลาในการฟื้นตัวสั้นกว่าและมีความแน่นอนสูงกว่า
ควรเลือกวิธีทำแท้งแบบไหนตามอายุครรภ์และสถานการณ์ส่วนตัว?
สำหรับอายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ ทั้งยาและการผ่าตัดเป็นตัวเลือกที่ดี โดยยาเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและควบคุมกระบวนการด้วยตนเอง ไม่ต้องการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ และสามารถพักฟื้นที่บ้านได้ การผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วและความแน่นอนสูง มีอายุครรภ์มากกว่า 10 สัปดาห์ มีประวัติโลหิตจางหรือโรคเลือดไม่แข็งตัว หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการติดตามผล หากมีภาวะสุขภาพที่ซับซ้อนหรือครรภ์นอกมดลูก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมอย่างละเอียด
หลังทำแท้งด้วยยาต้องพักฟื้นนานแค่ไหนและมีข้อควรระวังอะไรบ้าง?
ควรพักผ่อนในช่วง 2-3 วันแรกหลังการใช้ยา misoprostol โดยเฉพาะในวันที่มีอาการปวดเกร็งและเลือดออกมากที่สุด ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจวัตรปกติได้ภายใน 1-2 วัน แต่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ห้ามใส่ผ้าอุดประจำเดือนหรือมีเพศสัมพันธ์จนกว่าการเลือดออกจะหยุด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ควรติดตามอาการและไปนัดตรวจตามที่แพทย์กำหนดภายใน 7-14 วันเพื่อยืนยันว่าการยุติการตั้งครรภ์เสร็จสมบูรณ์ หากมีไข้สูง ปวดท้องรุนแรง หรือเลือดออกมากผิดปกติ ต้องพบแพทย์ทันที
อัตราการต้องทำหัตถการซ้ำหลังทำแท้งด้วยยาเป็นเท่าไหร่?
อัตราการต้องทำหัตถการซ้ำหลังการทำแท้งด้วยยาอยู่ที่ประมาณ 2-7% ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ โดยอายุครรภ์ที่มากขึ้นมีโอกาสต้องทำหัตถการซ้ำสูงขึ้น กรณีที่ต้องทำหัตถการซ้ำมักเกิดจากการยุติการตั้งครรภ์ไม่สมบูรณ์ (มีเนื้อเยื่อตกค้างในมดลูก) หรือการตั้งครรภ์ยังคงดำเนินต่อไป การติดตามผลอย่างใกล้ชิดและการตรวจอัลตราซาวนด์หลังการใช้ยาช่วยให้แพทย์ทราบว่าจำเป็นต้องทำหัตถการซ้ำหรือไม่ ในกรณีที่ยาไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาเพิ่มเติมหรือทำการดูดเนื้อเยื่อออกด้วยวิธีการผ่าตัด
การทำแท้งในประเทศไทยถูกกฎหมายถึงอายุครรภ์เท่าไหร่และมีเงื่อนไขอย่างไร?
ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 การทำแท้งในประเทศไทยถูกกฎหมายดังนี้: อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์สามารถทำได้โดยไม่มีเงื่อนไข โดยต้องทำโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุมัติ อายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ต้องได้รับการปรึกษาจากทีมแพทย์และผ่านกระบวนการตรวจสอบตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนอายุครรภ์เกิน 20 สัปดาห์สามารถทำได้เฉพาะในกรณีที่การตั้งครรภ์เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือชีวิตของมารดา ทารกมีความพิการรุนแรง หรือการตั้งครรภ์เกิดจากการล่วงละเมิดทางเพศ
หาสถานพยาบาลทำแท้งที่ถูกกฎหมายในไทยได้ที่ไหนและมีค่าใช้จ่ายเท่าไร?
ปัจจุบันมีสถานพยาบาลที่ให้บริการทำแท้งถูกกฎหมายกว่า 110 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งอยู่ในเครือข่าย RSA (Reproductive Health Services Access) ของกรมอนามัย คุณสามารถค้นหาสถานพยาบาลได้ที่เว็บไซต์ rsathai.org หรือโทรสอบถามที่สายด่วนกรมอนามัย 1663 ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับวิธีการและอายุครรภ์ โดยประมาณ 3,000-15,000 บาท สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย 3,000 บาท ได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในหลายสถานพยาบาล การปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าช่วยให้ทราบรายละเอียดค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือก พ.ศ. 2565
- เครือข่าย RSA กรมอนามัย — rsathai.org
- สายด่วนกรมอนามัย 1663



