ครรภ์นอกมดลูกเป็นภาวะที่ตัวอ่อนฝังตัวนอกโพรงมดลูก ส่วนใหญ่เกิดในท่อนำไข่ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรักษาทันทีเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิต ในประเทศไทย การรักษาครรภ์นอกมดลูกไม่ถือเป็นการทำแท้งตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นการรักษาภาวะที่คุกคามชีวิตมารดาโดยตรง และสามารถเข้าถึงบริการได้ในสถานพยาบาลทั่วประเทศ
ครรภ์นอกมดลูก การรักษาในไทย คืออะไร
ครรภ์นอกมดลูกเกิดขึ้นเมื่อไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วไปฝังตัวนอกโพรงมดลูก โดยพบได้ประมาณ 1-2% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด สถานที่ที่พบบ่อยที่สุดคือท่อนำไข่ (95%) แต่อาจพบในรังไข่ ช่องท้อง หรือปากมดลูกได้เช่นกัน
อาการเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่:
- ปวดท้องข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังเลิกมีประจำเดือน 6-8 สัปดาห์
- เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ อาจเป็นสีน้ำตาลหรือแดงสด
- วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด อ่อนเพลียผิดปกติ
- ปวดไหล่ (อาจเป็นสัญญาณของเลือดออกในช่องท้อง)
- ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็ว
ตามกฎหมายไทย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 การรักษาครรภ์นอกมดลูกไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขใดๆ เพราะถือเป็นการรักษาภาวะที่คุกคามชีวิตมารดา ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันทีที่ได้รับการวินิจฉัย ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการขออนุญาตหรือรับคำปรึกษาเพิ่มเติม
ขั้นตอนและสิ่งที่คาดหวัง
การวินิจฉัยครรภ์นอกมดลูกในประเทศไทยเริ่มต้นจากการตรวจประวัติและอาการ ตามด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่ายเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัย:
- ตรวจ beta-hCG ในเลือด เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์และติดตามระดับฮอร์โมน
- อัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด เพื่อหาตำแหน่งของถุงครรภ์
- ตรวจภายใน ประเมินขนาดมดลูกและตรวจหาก้อนบริเวณรอบมดลูก
- เจาะเลือดตรวจหมู่เลือดและภาวะโลหิตจาง
ทางเลือกในการรักษา:
แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ระดับ beta-hCG ขนาดของครรภ์ และมีเลือดออกในช่องท้องหรือไม่
1. การรอดูอาการ (Expectant management) — ใช้ในกรณีที่ระดับ hCG ต่ำและมีแนวโน้มลดลง ไม่มีอาการปวดหรือเลือดออกมาก ผู้ป่วยจะได้รับการติดตามระดับ hCG ทุก 2-3 วัน จนกว่าจะลดลงเกือบหมด วิธีนี้ประสบความสำเร็จประมาณ 50-70% ในกรณีที่เหมาะสม
2. การรักษาด้วยยา Methotrexate — เป็นยาที่หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์ ให้ในรูปแบบของการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับกรณีที่ระดับ hCG ไม่เกิน 5,000 mIU/mL ถุงครรภ์ขนาดไม่เกิน 3.5-4 ซม. และไม่มีเลือดออกในช่องท้อง อัตราความสำเร็จอยู่ที่ 85-95% ผู้ป่วยต้องงดแอลกอฮอล์และวิตามินที่มีโฟเลตระหว่างการรักษา และติดตามระดับ hCG เป็นประจำ
3. ผ่าตัด — จำเป็นเมื่อมีการแตกของท่อนำไข่ เลือดออกในช่องท้องมาก หรือการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล มี 2 วิธี คือ ผ่าตัดส่องกล้อง (laparoscopy) ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมในปัจจุบันเพราะแผลเล็กและหายเร็ว หรือเปิดหน้าท้อง (laparotomy) ในกรณีฉุกเฉินที่มีเลือดออกมาก การผ่าตัดอาจรักษาท่อนำไข่ไว้ได้ หรืออาจต้องตัดออกขึ้นกับความรุนแรง
ค่าใช้จ่ายในสถานพยาบาลรัฐอยู่ที่ประมาณ 5,000-15,000 บาท ขึ้นกับวิธีการรักษา ผู้ที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) หรือประกันสังคม สามารถใช้สิทธิได้เต็มจำนวน
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย vs สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที
หลังการรักษาครรภ์นอกมดลูก ร่างกายต้องการเวลาฟื้นตัว ซึ่งแตกต่างกันไปตามวิธีการรักษาที่ได้รับ
อาการปกติที่อาจเกิดขึ้น:
- เลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อยเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
- ปวดท้องเบาๆ คล้ายปวดประจำเดือน
- ปวดบริเวณแผลผ่าตัด (ถ้าได้รับการผ่าตัด)
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- อาการคล้ายประจำเดือนจะกลับมาภายใน 4-6 สัปดาห์
หากใช้ยา Methotrexate อาจมีผลข้างเคียงเพิ่มเติม:
- คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
- ปวดท้องเพิ่มขึ้นชั่วคระในวันที่ 3-7 (abdominal cramping) ซึ่งเป็นสัญญาณของการตอบสนองต่อยา
- เจ็บปาก แผลในปาก
- ความไวต่อแสงแดด
⚠️ สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที:
- ปวดท้องรุนแรงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- เลือดออกทางช่องคลอดมากกว่า 2 ผ้าอนามัยต่อชั่วโมง
- มีไข้สูงกว่า 38.5°C
- วิงเวียนศีรษะมาก หน้ามืด สลบ
- แผลผ่าตัดมีหนองหรืออักเสบ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (หลังใช้ methotrexate)
- หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก
ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้องติดตามตรวจระดับ beta-hCG ตามนัดจนกว่าค่าจะลดลงเป็นศูนย์ ซึ่งอาจใช้เวลา 2-6 สัปดาห์ หากค่ายังคงสูงอยู่หรือไม่ลดลงตามที่คาดการณ์ อาจต้องฉีดยาเพิ่มหรือพิจารณาผ่าตัด
การดูแลตัวเองหลังการรักษา
การฟื้นตัวหลังการรักษาครรภ์นอกมดลูกต้องการเวลาทั้งร่างกายและจิตใจ นี่คือแนวทางการดูแลตัวเองที่แนะนำ
สัปดาห์แรก:
- พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ยกของหนักหรือออกแรงมากเกินไป
- หลีกเลี่ยงการใส่ของเข้าช่องคลอด รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
- ใช้ผ้าอนามัยแทนแทมพอน
- ดื่มน้ำเยอะๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- หากได้รับยา methotrexate ต้องงดแอลกอฮอล์และวิตามินที่มีกรดโฟลิกเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน
การวางแผนครรภ์ครั้งต่อไป:
ควรรอให้ร่างกายฟื้นตัวเต็มที่ก่อนวางแผนตั้งครรภ์ใหม่ โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้รอ:
- 3-6 เดือนหลังการผ่าตัด
- 3 เดือนหลังได้รับยา methotrexate (เนื่องจากยาอาจส่งผลต่อตัวอ่อนในระยะแรก)
- จนกว่าประจำเดือนจะกลับมาสม่ำเสมอ 2-3 รอบ
หลังครรภ์นอกมดลูก โอกาสตั้งครรภ์ปกติในอนาคตอยู่ที่ประมาณ 60-80% ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น สาเหตุของครรภ์นอกมดลูก สภาพท่อนำไข่ที่เหลือ และอายุ อย่างไรก็ตาม มีโอกาสเกิดซ้ำประมาณ 10-15% ดังนั้นเมื่อตั้งครรภ์ใหม่ควรพบแพทย์เร็วเพื่อติดตามด้วยอัลตราซาวนด์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6-7 เพื่อยืนยันว่าครรภ์อยู่ในตำแหน่งปกติ
การดูแลสุขภาพจิต:
การสูญเสียครรภ์ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็สามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจได้ ความรู้สึกเศร้า ผิดหวัง หรือแม้แต่รู้สึกผิดเป็นเรื่องปกติ ควรให้เวลาตัวเองได้ไว้ทุกข์และรับรู้ความรู้สึกเหล่านี้ การพูดคุยกับคนใกล้ชิด ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์คล้ายกัน หรือนักจิตวิทยาอาจช่วยได้มาก
หากมีอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ ไม่อยากทำอะไร หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ควรขอความช่วยเหลือจากแพทย์หรือนักจิตวิทยาทันที สายด่วนสุขภาพจิต 1323 พร้อมให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง
คำถามที่พบบ่อย
ครรภ์นอกมดลูกเกิดจากอะไร มีวิธีป้องกันได้ไหม
สาเหตุหลักเกิดจากความผิดปกติของท่อนำไข่ที่ทำให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วไม่สามารถเคลื่อนที่ลงมดลูกได้ ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ เคยเป็นครรภ์นอกมดลูกมาก่อน เคยผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน เคยมีการติดเชื้อทางเดินสืบพันธุ์ การสูบบุหรี่ อายุมากกว่า 35 ปี และการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ การลดความเสี่ยงทำได้โดยรักษาสุขภาพทางเพศ ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเลิกสูบบุหรี่ แต่แม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ ก็อาจเกิดครรภ์นอกมดลูกได้
ถ้าสงสัยว่าเป็นครรภ์นอกมดลูก ควรไปโรงพยาบาลไหนในไทย
สามารถไปโรงพยาบาลทั่วไปทั้งรัฐและเอกชนที่มีแผนกสูติ-นรีเวชได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือศูนย์เฉพาะทาง เพราะการตรวจวินิจฉัยและรักษาครรภ์นอกมดลูกเป็นบริการมาตรฐานที่สถานพยาบาลทั่วไปให้บริการได้ หากเป็นกรณีฉุกเฉินควรไปห้องฉุกเฉินทันที หากสงสัยแต่ยังไม่มีอาการรุนแรง สามารถนัดพบสูติแพทย์ที่คลินิกฝากครรภ์ปกติได้ ผู้ที่ใช้สิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมสามารถใช้สิทธิได้เหมือนการรักษาโรคทั่วไป
หลังรักษาครรภ์นอกมดลูกแล้ว ยังตั้งครรภ์ได้อีกไหม
ได้ค่ะ โอกาสตั้งครรภ์ปกติในอนาคตอยู่ที่ประมาณ 60-80% โดยเฉพาะถ้าท่อนำไข่อีกข้างยังคงสภาพดี และไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ แม้ว่าท่อนำไข่ข้างที่เกิดครรภ์นอกมดลูกจะถูกตัดออก ท่อนำไข่อีกข้างหนึ่งก็สามารถทำหน้าที่ได้ปกติ อย่างไรก็ตาม มีโอกาสเกิดซ้ำประมาณ 10-15% ดังนั้นควรวางแผนครรภ์กับแพทย์และรับการติดตามอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ หากมีปัญหาเรื่องการมีบุตรยาก อาจปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเจริญพันธุ์เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสม
การรักษาด้วยยา methotrexate ปลอดภัยไหม มีผลข้างเคียงระยะยาวไหม
การใช้ยา methotrexate ขนาดเดี่ยวสำหรับรักษาครรภ์นอกมดลูกถือว่าปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงระยะยาวต่อความสามารถในการมีบุตรหรือสุขภาพโดยรวม ขนาดยาที่ใช้น้อยกว่าการรักษามะเร็งมาก ผลข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่เป็นระยะสั้น เช่น คลื่นไส้ ปวดท้อง เจ็บปาก ซึ่งจะหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ สิ่งสำคัญคือต้องงดแอลกอฮอล์และวิตามินที่มีกรดโฟลิกขณะรับยา รอครบ 3 เดือนก่อนวางแผนตั้งครรภ์ใหม่ และไปตรวจตามนัดทุกครั้งเพื่อติดตามระดับ hCG จนกว่าจะเป็นศูนย์ วิธีนี้มีข้อดีคือไม่ต้องผ่าตัด หายเร็ว และรักษาท่อนำไข่ไว้ได้ครบทั้งสองข้าง
ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้หลังการรักษา
ระยะเวลาฟื้นตัวขึ้นกับวิธีการรักษา หากได้รับการรักษาด้วยยา methotrexate ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 3-7 วัน แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกแรงมากเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ หากผ่าตัดส่องกล้อง อาจต้องพัก 1-2 สัปดาห์ และหากเป็นการผ่าตัดเปิดหน้าท้องอาจต้องพัก 3-4 สัปดาห์ การมีเพศสัมพันธ์และการออกกำลังกายหนักควรงดเป็นเวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต ประจำเดือนจะกลับมาภายใน 4-6 สัปดาห์ และควรรอให้มาสม่ำเสมออย่างน้อย 2-3 รอบก่อนวางแผนตั้งครรภ์ใหม่ การฟื้นตัวทางอารมณ์อาจใช้เวลานานกว่าร่างกาย ให้เวลาตัวเองและขอความช่วยเหลือหากจำเป็น
หากเคยเป็นครรภ์นอกมดลูก ครั้งต่อไปต้องระวังอย่างไร
เมื่อตั้งครรภ์ใหม่ ควรแจ้งแพทย์ทันทีว่าเคยเป็นครรภ์นอกมดลูก แพทย์จะนัดตรวจอัลตราซาวนด์เร็วขึ้น ประมาณสัปดาห์ที่ 6-7 เพื่อยืนยันว่าถุงครรภ์อยู่ในมดลูก ควรสังเกตอาการตัวเองอย่างใกล้ชิด หากมีอาการปวดท้อง เลือดออก หรือวิงเวียนให้รีบพบแพทย์ทันที อย่างไรก็ตาม โอกาสเกิดซ้ำอยู่ที่ 10-15% เท่านั้น ส่วนใหญ่ตั้งครรภ์ปกติได้ นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพโดยรวม เลิกสูบบุหรี่ รักษาน้ำหนักในเกณฑ์ปกติ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากมีความกังวลหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถปรึกษาสูติแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านเจริญพันธุ์ได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือก พ.ศ. 2565
- เครือข่าย RSA กรมอนามัย — rsathai.org
- สายด่วนกรมอนามัย 1663



