การทำแท้งในประเทศไทยมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับศาสนาทั้งสาม ได้แก่ พุทธ คริสต์ และอิสลาม แม้กฎหมายจะอนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ถึง 12 สัปดาห์โดยไม่มีเงื่อนไขตั้งแต่ปี 2564 แต่บุคลากรทางการแพทย์หลายคนยังคงปฏิเสธการให้บริการด้วยเหตุผลทางศาสนาและศีลธรรม ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างสิทธิทางกฎหมายกับการเข้าถึงบริการจริง บทความนี้นำเสนอมุมมองทางศาสนาอย่างเป็นกลาง เพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังเผชิญกับการตัดสินใจยากลำบากนี้มีข้อมูลครบถ้วน
การทำแท้งกับศาสนาในไทย พุทธ คริสต์ อิสลาม คืออะไร
การทำแท้งกับศาสนาในไทยหมายถึงมุมมองและคำสอนของศาสนาหลักทั้งสามในประเทศ ได้แก่ พุทธศาสนา ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ที่มีต่อการยุติการตั้งครรภ์โดยเจตนา แต่ละศาสนามีหลักคำสอนและความเข้าใจที่แตกต่างกันเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของชีวิต คุณค่าของชีวิตมนุษย์ และเงื่อนไขที่อาจอนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์ได้
พุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติและมีผู้นับถือประมาณ 93% ของประชากรไทย ถือว่าการทำแท้งขัดต่อศีลข้อที่หนึ่ง คือ "ปาณาติบาต" (การเว้นจากการฆ่าสัตว์มีชีวิต) พุทธศาสนาสอนว่าชีวิตเริ่มต้นตั้งแต่ขณะปฏิสนธิ เมื่อจิตวิญญาณเข้าสู่ครรภ์ การทำลายชีวิตในรูปแบบใดก็ถือว่าสร้างกรรมลบ แม้จะมีความเห็นอกเห็นใจต่อสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่หลักคำสอนยังคงเน้นว่าการทำแท้งเป็นการฆ่าสัตว์และสร้างกรรมให้แก่ทั้งผู้ที่ทำและผู้ที่ช่วยเหลือ
ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะนิกายคาทอลิก มีจุดยืนที่ชัดเจนว่าชีวิตเริ่มต้นตั้งแต่การปฏิสนธิและมีความศักดิ์สิทธิ์ตั้งแแต่จุดนั้น คริสตจักรคาทอลิกห้ามการทำแท้งทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้กระทั่งกรณีการข่มขืนหรือภัยคุกคามต่อชีวิตมารดา นิกายโปรเตสแตนต์บางกลุ่มอาจมีมุมมองที่ยืดหยุ่นกว่าบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็มีท่าทีต่อต้านการทำแท้ง ในประเทศไทย โรงพยาบาลเอกชนที่บริหารโดยองค์กรคริสเตียนหลายแห่งปฏิเสธการให้บริการทำแท้งแม้ว่าจะถูกกฎหมาย
ศาสนาอิสลาม มีมุมมองที่ซับซ้อนกว่า โดยแบ่งตามอายุครรภ์ ตามคำสอนของนักวิชาการอิสลามส่วนใหญ่ เชื่อว่าวิญญาณ (รูห์) เข้าสู่ร่างกายทารกในครรภ์ประมาณ 120 วัน (16-17 สัปดาห์) ก่อนหน้านั้นการทำแท้งอาจได้รับอนุญาตในบางสถานการณ์ เช่น กรณีอันตรายต่อชีวิตมารดา หลังจาก 120 วัน การทำแท้งถือว่าเป็นบาปใหญ่ เว้นแต่จะมีเหตุผลที่สำคัญมาก เช่น ชีวิตมารดาตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง ชุมชนมุสลิมในไทย (ประมาณ 5% ของประชากร) ส่วนใหญ่ปฏิบัติตามหลักคำสอนนี้อย่างเคร่งครัด
ขั้นตอนและสิ่งที่คาดหวัง
เมื่อเผชิญกับการตัดสินใจเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ ผู้หญิงในประเทศไทยต้องนำทางทั้งข้อกำหนดทางกฎหมายและความเชื่อส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 ปัจจุบันกฎหมายอนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ถึง 12 สัปดาห์โดยไม่มีเงื่อนไข ระหว่าง 12-20 สัปดาห์ต้องผ่านการให้คำปรึกษาจากทีมแพทย์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 และหลัง 20 สัปดาห์อนุญาตเฉพาะกรณีเสี่ยงต่อชีวิตมารดาหรือทารกพิการรุนแรงเท่านั้น
ขั้นตอนการเข้าถึงบริการ
- การติดต่อครั้งแรก: โทรสายด่วนกรมอนามัย 1663 หรือค้นหาสถานพยาบาลในเครือข่าย RSA (Reproductive Health Services Across Thailand) ที่ให้บริการการยุติการตั้งครรภ์อย่างถูกกฎหมายและปลอดภัย
- การตรวจประเมิน: แพทย์จะตรวจยืนยันอายุครรภ์ด้วยอัลตราซาวนด์ ประเมินสุขภาพทั่วไป และให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลือกต่างๆ รวมถึงวิธีการยุติการตั้งครรภ์ที่เหมาะสม
- การให้คำปรึกษา: สำหรับอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ จะมีการให้คำปรึกษาตามกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าผู้หญิงเข้าใจข้อมูลครบถ้วนและตัดสินใจด้วยตนเองโดยไม่ถูกบังคับ
- การดำเนินการ: ขึ้นกับอายุครรภ์ อาจใช้วิธียา (Mifepristone และ Misoprostol) สำหรับอายุครรภ์ต้นๆ หรือวิธีผ่าตัดสำหรับอายุครรภ์ที่มากขึ้น ทั้งหมดต้องทำโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาต
- การติดตามผล: นัดตรวจติดตามหลังหัตถการ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าครรภ์สิ้นสุดสมบูรณ์และไม่มีภาวะแทรกซ้อน
อุปสรรคที่เกิดจากความเชื่อทางศาสนา: แม้กฎหมายจะอนุญาต แต่หลายคนพบว่าแพทย์และพยาบาลปฏิเสธการให้บริการด้วยเหตุผล "การคัดค้านโดยมโนธรรม" (conscientious objection) ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้บุคลากรทางการแพทย์ปฏิเสธได้ แต่ต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์ท่านอื่นที่ยินดีให้บริการ การศึกษาพบว่าโรงพยาบาลรัฐบางแห่งในภูมิภาคที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่เคร่งครัดอาจมีบริการจำกัดหรือไม่มีเลย
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย vs สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที
การยุติการตั้งครรภ์ที่ทำโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานมีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงควรรู้จักแยกระหว่างผลข้างเคียงปกติกับสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับกรรมหรือบาปตามความเชื่อทางศาสนาอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตใจหลังหัตถการด้วย
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและปกติ:
- มีเลือดออกและตกเลือดเป็นก้อนเล็กๆ นานประมาณ 1-2 สัปดาห์ คล้ายประจำเดือน
- ปวดเกร็งท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน สามารถบรรเทาด้วยยาแก้ปวดทั่วไปเช่น Ibuprofen
- คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะถ้าใช้วิธียา
- เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย
- อารมณ์เปลี่ยนแปลงเนื่องจากฮอร์โมนปรับตัว
สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์หรือโทร 1669 ทันที:
- เลือดออกมากผิดปกติ (เปลี่ยนผ้าอนามัยเต็มแผ่นทุก 1-2 ชั่วโมงเป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง)
- มีไข้สูงกว่า 38°C นานกว่า 24 ชั่วโมง อาจบ่งชี้ติดเชื้อ
- ปวดท้องรุนแรงที่ยาแก้ปวดไม่ได้ผล
- ตกขาวมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
- ไม่มีเลือดออกเลยหลังใช้ยา ซึ่งอาจหมายถึงครรภ์ยังคงอยู่
- อ่อนเพลียมาก หน้ามืด หรือเป็นลม
ผลกระทบทางจิตใจและศาสนา: นอกจากผลข้างเคียงทางกายภาพ ผู้หญิงหลายคนในไทยต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิด ความวิตกกังวลเรื่องกรรม หรือความกลัวต่อบาป การศึกษาพบว่าผู้หญิงที่มีความเชื่อทางศาสนาเข้มแข็งมักประสบความทุกข์ทางจิตใจหหลังการทำแท้ง ไม่ใช่เพราะตัวหัตถการเอง แต่เพราะความขัดแย้งระหว่างการกระทำกับความเชื่อของตน การได้รับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ที่ไม่ตัดสิน และเข้าใจบริบททางศาสนา สามารถช่วยได้มาก
การดูแลตัวเองหลังการยุติการตั้งครรภ์
การดูแลตัวเองหลังการยุติการตั้งครรภ์ครอบคลุมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทยที่ยังมีตราบาปติดอยู่กับเรื่องนี้ การฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ต้องคำนึงถึงทั้งร่างกายและจิตใจ
การดูแลสุขภาพกาย:
- พักผ่อนเพียงพอ: ควรหยุดพักอย่างน้อย 1-3 วัน หลังหัตถการ หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักหรือยกของหนัก
- รักษาความสะอาด: ล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วยน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายใน ห้ามใส่สิ่งใดเข้าช่องคลอดเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ แทมพอน หรือการใส่นิ้ว
- ใช้ผ้าอนามัยธรรมดา: หลีกเลี่ยงแทมพอนในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อแดง ผักโขม เพื่อชดเชยเลือดที่สูญเสีย ดื่มน้ำเยอะ
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่: ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงติดเชื้อ
- คุมกำเนิด: การตกไข่อาจเกิดขึ้นได้เร็วถึง 2 สัปดาห์หลังยุติการตั้งครรภ์ ปรึกษาแพทย์เรื่องวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม หากยังไม่พร้อมมีบุตร
การดูแลสุขภาพจิต: นี่คือส่วนที่มักถูกมองข้ามแต่สำคัญมาก โดยเฉพาะในบริบทของศาสนาและวัฒนธรรมไทย
- อนุญาตให้ตัวเองรู้สึก: ความรู้สึกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโล่งใจ เสียใจ รู้สึกผิด หรือทั้งหมดพร้อมกัน ล้วนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีวิธีรู้สึกที่ "ถูก" หรือ "ผิด"
- แสวงหาการสนับสนุน: พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ สายด่วนให้คำปรึกษาที่ไม่ตัดสิน หรือนักจิตวิทยา หลีกเลี่ยงการค้นหาข้อมูลที่ขับเน้นความรู้สึกผิดจากแหล่งที่มีอคติ
- พิธีกรรมส่วนบุคคล: บางคนพบว่าการทำพิธีกรรมทางจิตวิญญาณส่วนตัวช่วยได้ เช่น การสวดมนต์ การบริจาคทำบุญ การเขียนจดหมาย หรือการปลูกต้นไม้ระลึก ไม่จำเป็นต้องเป็นพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเป็นทางการ
- ทำความเข้าใจกับความเชื่อของตัวเอง: หากคุณมีความขัดแย้งทางศาสนา อาจช่วยได้หากพูดคุยกับนักบวช ผู้นำศาสนา หรือนักปรัชญาที่เปิดใจและเห็นอกเห็นใจ มีพระหรือผู้นำศาสนาบางท่านที่มีมุมมองเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ยากลำบาก
พิธีกรรมในศาสนาต่างๆ: ในพุทธศาสนา มีพิธี "ขอขมาลูก" ในบางวัดสำหรับผู้ที่เคยทำแท้งหรือแท้งบุตร เพื่อแสดงความเคารพต่อชีวิตที่ไม่ได้เกิด และขอให้วิญญาณได้ไปเกิดในภพที่ดีกว่า ในศาสนาคริสต์ การสารภาพบาปและการให้อภัยเป็นหลักการสำคัญ สำหรับศาสนาอิสลาม การกลับใจสำนึกผิด (Tawbah) และการทำความดีเพื่อชดเชยเป็นวิธีแสวงหาการให้อภัยจากพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำพิธีกรรมเหล่านี้หรือไม่ ไม่มีใครบังคับได้
คำถามที่พบบ่อย
พุทธศาสนามีคำสอนเกี่ยวกับการทำแท้งอย่างไร?
พุทธศาสนาสอนว่าการทำแท้งขัดต่อศีลข้อที่หนึ่ง คือ "ปาณาติบาต" หรือการเว้นจากการฆ่าสัตว์ เนื่องจากเชื่อว่าชีวิตเริ่มต้นตั้งแต่ขณะปฏิสนธิเมื่อจิตวิญญาณเข้าสู่ครรภ์ การทำลายชีวิตถือเป็นการสร้างกรรมลบ หลักคำสอนยืนยันว่าการทำแท้งเป็นอกุศลกรรม แม้จะมีความเห็นอกเห็นใจต่อสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ยังคงถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์และสร้างกรรมให้ทั้งผู้ทำและผู้ช่วยเหลือ ในทางปฏิบัติ นี่ทำให้แพทย์และพยาบาลชาวพุทธจำนวนมากในประเทศไทยปฏิเสธการให้บริการทำแท้งแม้จะถูกกฎหมายแล้วก็ตาม
ศาสนาคริสต์และอิสลามมีมุมมองต่อการทำแท้งอย่างไร?
ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะนิกายคาทอลิก ถือว่าชีวิตเริ่มต้นและมีความศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่การปฏิสนธิ คริสตจักรคาทอลิกห้ามการทำแท้งทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ถือว่าเป็นบาปร้ายแรง นิกายโปรเตสแตนต์บางกลุ่มอาจมีความยืดหยุ่นกว่าเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงต่อต้านการทำแท้ง ศาสนาอิสลามมีมุมมองที่แบ่งตามช่วงเวลา โดยเชื่อว่าวิญญาณเข้าสู่ร่างกายประมาณ 120 วัน (16-17 สัปดาห์) หลังปฏิสนธิ ก่อนหน้านั้นอาจมีความยืดหยุ่นในบางกรณี เช่น อันตรายต่อชีวิตมารดา แต่หลัง 120 วัน การทำแท้งถือเป็นบาปใหญ่ เว้นแต่ชีวิตมารดาตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง
กรรมจากการทำแท้งสามารถแก้ไขได้หรือไม่?
ในพุทธศาสนา ถือว่ากรรมที่สร้างแล้วไม่สามารถลบล้างได้โดยสมบูรณ์ แต่สามารถบรรเทาผลของกรรมได้ด้วยการทำบุญ การรักษาศีล การสร้างกุศล และการพัฒนาจิตใจ การแสดงความรำลึกถึงชีวิตที่ไม่ได้เกิด การสวดมนต์อุทิศส่วนกุศล และการทำความดีเพื่อถวายแทนชีวิตนั้น อาจช่วยสร้างบุญกุศลและลดความทุกข์ทางใจ ในศาสนาคริสต์ มีหลักการให้อภัยผ่านการสารภาพบาปและกลับใจสำนึกผิดอย่างจริงใจ เชื่อว่าพระเจ้าให้อภัยบาปทุกชนิดหากมนุษย์กลับใจจริง สำหรับศาสนาอิสลาม การกลับใจสำนึกผิด (Tawbah) อย่างจริงใจ การขออภัยต่อพระเจ้า และการทำความดีเพื่อชดเชย เชื่อว่าสามารถนำมาซึ่งการให้อภัยจากอัลเลาะห์ได้
ทำไมแพทย์หลายคนในไทยจึงปฏิเสธทำแท้งแม้จะถูกกฎหมาย?
แพทย์และพยาบาลในประเทศไทยหลายคนปฏิเสธการให้บริการทำแท้งด้วยเหตุผลที่เรียกว่า "การคัดค้านโดยมโนธรรม" (conscientious objection) ซึ่งเกิดจากความเชื่อทางศาสนา ศีลธรรม และค่านิยมส่วนบุคคล เนื่องจากพุทธศาสนาถือว่าการทำแท้งเป็นการฆ่าสัตว์และสร้างกรรมลบ บุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นชาวพุทธเคร่งครัดจำนวนมากจึงไม่ยอมให้บริการ กฎหมายไทยอนุญาตให้บุคลากรทางการแพทย์ปฏิเสธได้ แต่ต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์ท่านอื่นที่ยินดีให้บริการ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติการส่งต่อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป ทำให้เกิดช่องว่างในการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดเล็กหรือในภูมิภาคที่ห่างไกล
กฎหมายการทำแท้งล่าสุดในประเทศไทยเป็นอย่างไร?
ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 กฎหมายปัจจุบันกำหนดว่า อนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ถึง 12 สัปดาห์ตามคำขอของผู้หญิงโดยไม่มีเงื่อนไข โดยต้องทำโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาต ระหว่าง 12-20 สัปดาห์ สามารถทำได้แต่ต้องผ่านการตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือกตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 หลัง 20 สัปดาห์ อนุญาตเฉพาะกรณีเสี่ยงต่อชีวิตหรือสุขภาพมารดา ทารกพิการรุนแรง หรือกรณีถูกกระทำความผิดทางเพศ การทำแท้งนอกเหนือจากกรอบนี้ยังคงผิดกฎหมายและมีโทษจำคุกและปรับ ค่าบริการในโรงพยาบาลที่ถูกกฎหมายอยู่ระหว่าง 3,000-15,000 บาท ขึ้นกับวิธีการและอายุครรภ์
มีพิธีกรรมทางศาสนาสำหรับผู้ที่เคยทำแท้งหรือไม่?
ในพุทธศาสนา มีพิธีที่เรียกว่า "ขอขมาลูก" หรือ "บวชเป็นนาคเพื่อลูก" ที่บางวัดจัดขึ้นสำหรับผู้หญิงที่เคยทำแท้งหรือแท้งบุตร พิธีนี้เป็นการแสดงความเคารพต่อชีวิตที่ไม่ได้เกิด การขออภัย และการอุทิศส่วนบุญให้วิญญาณได้ไปเกิดในภพที่ดีกว่า บางวัดมีพื้นที่สำหรับตั้งอนุสรณ์หรือทำบุญเป็นการส่วนตัว ในศาสนาคริสต์ การสารภาพบาปต่อบาทหลวง (สำหรับคาทอลิก) และการภาวนาขอการให้อภัยเป็นวิธีแสวงหาการปลอบใจทางจิตวิญญาณ ศาสนาอิสลามมีการทำ Tawbah หรือการกลับใจสำนึกผิดอย่างจริงใจต่อพระเจ้า พร้อมด้วยการทำความดีและการบริจาคทานเพื่อชดเชย การทำพิธีกรรมเหล่านี้เป็นทางเลือกส่วนบุคคล ไม่มีใครบังคับให้ทำ และสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทางใจได้สำหรับบางคน
ชาวพุทธสามารถทำแท้งได้หรือไม่ในทางศาสนา?
ตามหลักคำสอนพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด การทำแท้งถือว่าเป็นการละเมิดศีลข้อแรก (ปาณาติบาต) และสร้างอกุศลกรรม อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนายังมีแนวคิดเรื่องความเมตตาและความเข้าใจในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน พระสงฆ์และนักปราชญ์พุทธบางท่านมีมุมมองที่เข้าใจมากขึ้นว่า แม้การทำแท้งจะไม่เป็นที่ยอมรับในอุดมคติ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ผู้หญิงอาจเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากมาก เช่น ถูกข่มขืน ชีวิตตกอยู่ในอันตราย หรือไม่มีทรัพยากรเลี้ยงดูบุตร การตัดสินใจอาจซับซ้อนกว่าที่ดูเหมือน ในทางกฎหมายไทยปัจจุบัน ชาวพุทธสามารถทำแท้งได้ภายใต้กรอบที่กำหนด โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่การตัดสินใจทางศาสนาและศีลธรรมเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่แต่ละคนต้องพิจารณาตามความเชื่อและสถานการณ์ของตัวเอง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือก พ.ศ. 2565
- เครือข่าย RSA กรมอนามัย — rsathai.org
- สายด่วนกรมอนามัย 1663



