Post Abortion Syndrome (PAS) เป็นคำที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นภาวะทางจิตใจที่เกิดจากการยุติการตั้งครรภ์ แต่องค์กรทางการแพทย์หลักทั่วโลก รวมถึงสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่รับรองว่า PAS เป็นโรคหรือกลุ่มอาการทางการแพทย์ ข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากงานวิจัยแสดงว่าความรู้สึกหลังการยุติการตั้งครรภ์แตกต่างกันในแต่ละคน และผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ประสบปัญหาสุขภาพจิตร้ายแรงระยะยาว
Post Abortion Syndrome จริงหรือไม่ ข้อเท็จจริง คืออะไร
Post Abortion Syndrome (PAS) เป็นศัพท์ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยกลุ่มที่คัดค้านการทำแท้ง แต่ไม่เคยได้รับการรับรองจากองค์กรทางการแพทย์ใดๆ ว่าเป็นภาวะที่แท้จริง สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association) ไม่ได้บรรจุ PAS ไว้ในคู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (DSM-5) และองค์การอนามัยโลกก็ไม่ยอมรับว่าเป็นกลุ่มอาการทางการแพทย์
งานวิจัยจากหลายสถาบันชี้ให้เห็นว่า ความรู้สึกหลังการยุติการตั้งครรภ์มีความหลากหลาย บางคนรู้สึกโล่งใจ บางคนรู้สึกเศร้าชั่วคราว และบางคนมีความรู้สึกผสมปนเปกัน การศึกษาในปี 2020 จาก UCSF Advancing New Standards in Reproductive Health พบว่า 99% ของผู้ที่ยุติการตั้งครรภ์รู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องหลังผ่านไป 5 ปี ความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตร้ายแรงมักเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่น เช่น ประวัติปัญหาสุขภาพจิตเดิม การขาดการสนับสนุนจากคนรอบข้าง หรือการถูกบังคับให้ตัดสินใจ
ในบริบทของประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 การยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่เกิน 12 สัปดาห์ถูกกฎหมายและต้องดำเนินการโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาต สถานพยาบาลในเครือข่าย RSA มีการให้คำปรึกษาทั้งก่อนและหลังการยุติการตั้งครรภ์เพื่อดูแลสุขภาพกายและจิตใจอย่างครบถ้วน
ขั้นตอนและสิ่งที่คาดหวัง
การยุติการตั้งครรภ์ที่ถูกกฎหมายในประเทศไทยต้องดำเนินการผ่านแพทย์และสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต กระบวนการมีดังนี้:
- การรับคำปรึกษาก่อนการยุติการตั้งครรภ์ — แพทย์จะอธิบายวิธีการ ความเสี่ยง และทางเลือกต่างๆ พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนทางสังคมและสุขภาพจิต
- การตรวจร่างกายและประเมินอายุครรภ์ — ใช้อัลตราซาวนด์ยืนยันอายุครรภ์และสภาพร่างกาย
- การเลือกวิธีการยุติการตั้งครรภ์ — ยุติด้วยยา (Medical Abortion) ใช้ Mifepristone และ Misoprostol สำหรับครรภ์ไม่เกิน 9-10 สัปดาห์ หรือวิธีผ่าตัด (Surgical Abortion) เช่น Vacuum Aspiration หรือ D&C ขึ้นกับอายุครรภ์
- การติดตามผลหลังการทำหัตถการ — นัดตรวจอีกครั้งภายใน 1-2 สัปดาห์เพื่อยืนยันว่าการยุติครรภ์สำเร็จและดูแลสุขภาพจิต
- การให้คำปรึกษาหลังการยุติการตั้งครรภ์ — สถานพยาบาลในเครือข่าย RSA มีบริการให้คำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาหากต้องการ
หากมีอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ ต้องผ่านกระบวนการรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 กรณีเกิน 20 สัปดาห์ยุติได้เฉพาะเมื่อเสี่ยงต่อชีวิตแม่ ทารกมีความพิการรุนแรง หรือจากการถูกล่วงละเมิมทางเพศ
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย vs สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที
ผลข้างเคียงทางร่างกายที่พบบ่อยและเป็นปกติ:
- เลือดออกและตกก้อนเลือดเล็กน้อยเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
- ปวดท้องคล้ายปวดประจำเดือน (บรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดที่แพทย์สั่ง)
- คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือมีไข้เล็กน้อย (ควรหายใน 24 ชั่วโมง)
- เต้านมคัดตึง (อาจใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ในการกลับสู่สภาวะปกติ)
สัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์ทันที:
- มีไข้สูงกว่า 38°C เป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง (อาจเป็นสัญญาณติดเชื้อ)
- เลือดออกมากผิดปกติ (เปลี่ยนผ้าอนามัยชนิดหนามากกว่า 2 ชิ้นต่อชั่วโมงเป็นเวลา 2 ชั่วโมงติดต่อกัน)
- ปวดท้องรุนแรงที่ยาแก้ปวดไม่ได้ผล
- ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
- รู้สึกอ่อนเพลียมาก วิงเวียน หรือใจสั่น
ผลกระทบทางอารมณ์ที่พบบ่อย: ความรู้สึกโล่งใจ เศร้าชั่วคราว รู้สึกผิดบ้างเล็กน้อย หรือความรู้สึกผสมปนเป ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและมักจางหายไปเอง แต่หากรู้สึกซึมเศร้าอย่างรุนแรงติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือโทร 1323 (สายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต)
การดูแลตัวเองหลังการยุติการตั้งครรภ์
การดูแลตัวเองทั้งทางกายและจิตใจหลังการยุติการตั้งครรภ์มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวที่ดี:
การดูแลร่างกาย:
- พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกแรงหนักในสัปดาห์แรก
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ ผักใบเขียวเข้ม หรือตามที่แพทย์แนะนำ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน
- หลีกเลี่ยงการใส่สิ่งของเข้าช่องคลอด (แทมพอน การมีเพศสัมพันธ์) เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์หรือตามคำแนะนำของแพทย์
- ทานยาตามแพทย์สั่ง โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ (ถ้ามี) ให้ครบตามกำหนด
การดูแลสุขภาพจิต:
- ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง — ไม่มีความรู้สึกใดที่ "ผิด" หรือ "ถูก"
- พูดคุยกับคนที่ไว้วางใจได้ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากต้องการ
- หลีกเลี่ยงการตัดสินตัวเอง — การตัดสินใจในสถานการณ์ยากคือความกล้าหาญ
- ติดต่อสายด่วน 1323 (สุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต) หรือ 1663 (กรมอนามัย) หากต้องการพูดคุยหรือรับคำปรึกษา
- ใช้เทคนิคผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึกๆ สมาธิ หรือการออกกำลังกายเบาๆ
สถานพยาบาลในเครือข่าย RSA มีบริการให้คำปรึกษาหลังการยุติการตั้งครรภ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และสามารถส่งต่อไปยังจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเฉพาะทางได้หากจำเป็น
คำถามที่พบบ่อย
Post Abortion Syndrome เป็นโรคที่แท้จริงหรือไม่
ไม่ใช่ Post Abortion Syndrome (PAS) ไม่ได้รับการรับรองจากองค์กรทางการแพทย์ใดๆ รวมถึงสมาคมจิตแพทย์อเมริกันและองค์การอนามัยโลก ไม่ปรากฏในคู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช DSM-5 แม้ว่าผู้หญิงบางคนอาจมีความรู้สึกทางอารมณ์หลังการยุติการตั้งครรภ์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเป็น "กลุ่มอาการ" ทางการแพทย์ ความรู้สึกเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นเช่นการขาดการสนับสนุน หรือประวัติปัญหาสุขภาพจิตเดิม
ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้สึกอย่างไรหลังการยุติการตั้งครรภ์
จากงานวิจัยหลายชิ้น ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้สึกโล่งใจหลังการยุติการตั้งครรภ์ การศึกษาจาก UCSF ที่ติดตามผู้หญิงกว่า 1,000 คนเป็นเวลา 5 ปี พบว่า 99% รู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้อง ความรู้สึกทางอารมณ์มีความหลากหลาย บางคนรู้สึกเศร้าชั่วคราว บางคนมีความรู้สึกผสมปนเป แต่ส่วนใหญ่ไม่ประสบปัญหาสุขภาพจิตร้ายแรงระยะยาว ผู้ที่มีความเสี่ยงมักมีประวัติปัญหาสุขภาพจิตมาก่อน หรือถูกบังคับให้ตัดสินใจโดยไม่สมัครใจ
หากรู้สึกเศร้าหลังการยุติการตั้งครรภ์ควรทำอย่างไร
ความรู้สึกเศร้าหรืออารมณ์แปรปรวนในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกเป็นเรื่องปกติเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หากความรู้สึกเหล่านี้รุนแรงหรือยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที คุณสามารถโทร 1323 (สายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต) หรือ 1663 (สายด่วนกรมอนามัย) เพื่อรับคำปรึกษาฟรี หรือติดต่อสถานพยาบาลในเครือข่าย RSA ที่มีบริการให้คำปรึกษาทางด้านจิตใจโดยเฉพาะ การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญช่วยให้จัดการกับความรู้สึกได้อย่างสร้างสรรค์
การยุติการตั้งครรภ์ทำให้เป็นหมันหรือมีปัญหาสุขภาพระยะยาวหรือไม่
ไม่ หากดำเนินการโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตและตามมาตรฐานทางการแพทย์ การยุติการตั้งครรภ์ไม่ทำให้เป็นหมันและไม่ส่งผลต่อความสามารถในการตั้งครรภ์ในอนาคต หลักฐานทางวิชาการจากองค์การอนามัยโลกยืนยันว่าการทำแท้งที่ปลอดภัยมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่ำมาก ผู้หญิงสามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติหลังจากรอบเดือนกลับมาปกติ ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์หลังการยุติการตั้งครรภ์
ควรพูดคุยกับใครเกี่ยวกับความรู้สึกหลังการยุติการตั้งครรภ์
คุณสามารถพูดคุยกับคนที่คุณไว้วางใจ เช่น คู่สมรส เพื่อนสนิท หรือสมาชิกในครอบครัว หากต้องการคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อนักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือสถานพยาบาลในเครือข่าย RSA ที่มีบริการให้คำปรึกษาหลังการยุติการตั้งครรภ์ สายด่วน 1323 (กรมสุขภาพจิต) และ 1663 (กรมอนามัย) ให้บริการรับฟังและให้คำปรึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การพูดคุยช่วยลดความเครียดและทำให้คุณจัดการกับความรู้สึกได้ดีขึ้น
ปัจจัยใดบ้างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตหลังการยุติการตั้งครรภ์
ปัจจัยเสี่ยงหลักประกอบด้วย ประวัติปัญหาสุขภาพจิตมาก่อน เช่น ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล การขาดการสนับสนุนจากคนรอบข้าง การถูกบังคับให้ยุติการตั้งครรภ์โดยไม่สมัครใจ หรือการถูกตีตราทางสังคม การเผชิญกับความยากลำบากทางการเงินหรือความสัมพันธ์ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ควรรับคำปรึกษาทั้งก่อนและหลังการยุติการตั้งครรภ์เพื่อดูแลสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง
กฎหมายไทยรองรับการดูแลสุขภาพจิตหลังการยุติการตั้งครรภ์อย่างไร
ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 สถานพยาบาลที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ต้องจัดให้มีการรับคำปรึกษาทั้งก่อนและหลังการทำหัตถการ เครือข่าย RSA (Reproductive Health Service Alliance) ที่อยู่ภายใต้กรมอนามัย มีทีมให้คำปรึกษาที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางเพื่อดูแลสุขภาพกายและจิตใจของผู้รับบริการอย่างครบวงจร บริการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้หญิงได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและการสนับสนุนที่จำเป็น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือก พ.ศ. 2565
- เครือข่าย RSA กรมอนามัย — rsathai.org
- สายด่วนกรมอนามัย 1663
- American Psychiatric Association (APA) — Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM-5)
- UCSF Advancing New Standards in Reproductive Health — The Turnaway Study
- World Health Organization (WHO) — Safe Abortion Guidelines



