ภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้หากทำโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตและปฏิบัติตามคำแนะนำหลังหัตถการอย่างเคร่งครัด อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอยู่ที่ต่ำกว่า 1% เมื่อทำในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน อาการข้างเคียงทั่วไปที่เป็นปกติ เช่น เลือดออกเล็กน้อยและปวดเกร็ง แตกต่างจากสัญญาณอันตรายที่ต้องรับการรักษาฉุกเฉิน
ภาวะแทรกซ้อนการทำแท้งและการป้องกัน คืออะไร
ภาวะแทรกซ้อนหมายถึงอาการหรือปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นหลังการยุติการตั้งครรภ์ที่มากกว่าผลข้างเคียงปกติที่คาดหวัง แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือภาวะแทรกซ้อนเล็กน้อยที่รักษาได้ง่าย และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยแต่ไม่รุนแรง:
- เลือดออกมากกว่าปกติ (แต่ไม่ถึงขั้นตกเลือด)
- ปวดท้องหรือเกร็งมดลูกที่มากกว่าที่แพทย์บอก
- คลื่นไส้และอาเจียนจากยา
- ไข้ต่ำระยะสั้นหลังหัตถการ (ต่ำกว่า 38°C และหายภายใน 24 ชั่วโมง)
ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่ต้องระวัง:
- การติดเชื้อในมดลูก (endometritis) — เกิดได้ 0.5-2% หากไม่รักษาอาจลุกลามเป็นกระเพาะหน้าท้อง
- เนื้อเยื่อครรภ์ตกค้างในมดลูก — อาจต้องทำหัตถการซ้ำ
- การเจาะหรือฉีกขาดของมดลูก — พบน้อยมาก (น้อยกว่า 0.1%) แต่เป็นอันตรายสูง
- ตกเลือดรุนแรง — ต้องให้เลือดหรือผ่าตัด
- ปฏิกิริยาแพ้ยาหรือยาสลบ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือ (1) เลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน (2) ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ทุกข้อ (3) เข้ารับการตรวจตามนัดโดยไม่ข้าม และ (4) สังเกตอาการผิดปกติและรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อมีสัญญาณเตือน
ขั้นตอนและสิ่งที่คาดหวัง
การยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยเริ่มจากการประเมินก่อนหัตถการ แพทย์จะทำอัลตราซาวด์เพื่อยืนยันอายุครรภ์ ตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อที่อาจเพิ่มความเสี่ยง เช่น HIV, ไวรัสตับอักเสบ B/C และให้แอนติบายโอติกป้องกันการติดเชื้อตามโปรโตคอลสากล
ระหว่างหัตถการ (สำหรับการทำแท้งด้วยเครื่องมือ):
- ใช้เวลา 5-15 นาที ทำในห้องผ่าตัดเล็กที่ปลอดเชื้อ
- มียาชาหรือยาสลบตามอายุครรภ์และสภาพผู้รับบริการ
- แพทย์ใช้เครื่องมือที่ผ่านการฆ่าเชื้อทุกชิ้น
- มีทีมพยาบาลคอยติดตามสัญญาณชีพตลอดเวลา
สำหรับการใช้ยา (Medication Abortion):
- รับประทาน Mifepristone ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล
- กลับบ้านและใช้ Misoprostol ตามเวลาที่แพทย์กำหนด (มักหลังจาก 24-48 ชั่วโมง)
- เลือดออกและปวดเกร็งจะเริ่มหลังใช้ยาตัวที่สอง 1-4 ชั่วโมง
- เข้ารับการตรวจติดตามหลัง 7-14 วัน เพื่อยืนยันว่าครรภ์หลุดหมดแล้ว
ปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน:
- อายุครรภ์ที่น้อย — ยิ่งทำเร็วยิ่งปลอดภัย
- แพทย์มีประสบการณ์และใช้เทคนิคที่ถูกต้อง
- สถานพยาบาลมีอุปกรณ์ฉุกเฉินครบถ้วน
- ผู้รับบริการไม่มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น โรคเลือดไม่แข็งตัว หัวใจ หรือติดเชื้อ
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย vs สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที
การแยกแยะระหว่างอาการปกติและสัญญาณอันตรายเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยชีวิตได้ ผลข้างเคียงปกติมักจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ขณะที่ภาวะแทรกซ้อนมักจะแย่ลงเรื่อยๆ หรือเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
อาการที่เป็นปกติ (ไม่ต้องกังวล):
- เลือดออกคล้ายประจำเดือนหรือมากกว่าเล็กน้อย นาน 1-2 สัปดาห์
- ปวดเกร็งท้องคล้ายประจำเดือน บรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดธรรมดา
- เหนื่อยล้า ง่วงนอน หรืออารมณ์แปรปรวนจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
- เต้านมคัดตึงหรือเจ็บ 3-5 วันแรก
- คลื่นไส้เล็กน้อย (จากยาหรือฮอร์โมน)
⚠️ สัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อแพทย์ทันที:
- เลือดออกรุนแรง: เปลี่ยนผ้าอนามัยเต็มผืน 2 ผืนขึ้นไปภายใน 1 ชั่วโมงติดต่อกัน 2 ชั่วโมง
- ไข้สูง: อุณหภูมิ 38°C ขึ้นไป นานเกิน 24 ชั่วโมง หรือมีกลิ่นเหม็นจากตกขาว
- ปวดท้องรุนแรงมาก: ไม่ดีขึ้นหลังกินยาแก้ปวด หรือเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
- ตกขาวเหม็น: อาจเป็นสัญญาณติดเชื้อในมดลูก
- อาเจียนไม่หยุด: ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้
- เป็นลม หมดสติ หัวใจเต้นเร็วมาก: อาจเป็นสัญญาณตกเลือด
- ท้องยังคงโต หรือยังมีอาการท้อง: หลังผ่านมา 1 สัปดาห์ อาจมีเนื้อเยื่อตกค้าง
หากมีอาการข้างต้น ให้ติดต่อ:
- สถานพยาบาลที่ทำหัตถการโดยตรง (ใช้เบอร์ที่แพทย์ให้ไว้)
- สายด่วนกรมอนามัย 1663 เพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้น
- ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใกล้บ้านหากมีอาการรุนแรงหรือติดต่อแพทย์ไม่ได้
การดูแลตัวเองหลังการยุติการตั้งครรภ์
การฟื้นตัวที่ดีเริ่มต้นจากการพักผ่อนเพียงพอและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ส่วนใหญ่ร่างกายจะกลับสู่สภาวะปกติภายใน 4-6 สัปดาห์ แต่อาจเร็วหรือช้ากว่านี้ขึ้นกับอายุครรภ์และวิธีที่ใช้
สัปดาห์แรก:
- พักผ่อนให้มาก หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักหรือออกกำลังกายหนัก
- ใช้ผ้าอนามัยธรรมดา ห้ามใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหรือ tampons ในช่วง 2 สัปดาห์แรก
- รับประทานยาที่แพทย์สั่ง เช่น แอนติบายโอติก และยาแก้ปวดตามเวลา
- ดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก (เพื่อชดเชยเลือดที่เสียไป)
- ไม่มีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือจนกว่าเลือดจะหยุด
2-4 สัปดาห์:
- เข้ารับการตรวจตามนัดเพื่อยืนยันว่ามดลูกหดตัวปกติและไม่มีเนื้อเยื่อตกค้าง
- สังเกตอาการเลือดออก — ควรจะค่อยๆ ลดลงจนหายไป
- เริ่มคุมกำเนิดได้ทันทีตามแพทย์แนะนำ (การตั้งครรภ์สามารถเกิดขึ้นได้อีกภายใน 2 สัปดาห์หลังทำแท้ง)
- กลับมาทำกิจกรรมปกติได้เมื่อรู้สึกพร้อม แต่ยังไม่ควรยกของหนักมาก
การดูแลสุขภาพจิต:
- อารมณ์แปรปรวนหลังทำแท้งเป็นเรื่องปกติเนื่องจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
- หากรู้สึกเศร้า วิตกกังวล หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์
- สายด่วนสุขภาพจิต 1323 (กรมสุขภาพจิต) ให้บริการ 24 ชั่วโมง
- การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจหรือเข้ากลุ่มสนับสนุนอาจช่วยได้
เมื่อไหร่ควรกลับไปพบแพทย์:
- การตรวจติดตามตามนัด (มักอยู่ที่ 1-2 สัปดาห์หลังหัตถการ)
- เมื่อมีสัญญาณเตือนที่กล่าวไว้ข้างต้น
- ต้องการปรึกษาเรื่องคุมกำเนิดระยะยาว
- ประจำเดือนไม่มาภายใน 6 สัปดาห์
คำถามที่พบบ่อย
การทำแท้งที่ถูกวิธีมีความเสี่ยงเท่ากับการคลอดบุตรหรือไม่?
การยุติการตั้งครรภ์ในสถานพยาบาลที่ถูกต้องมีความปลอดภัยสูงมาก อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่ำกว่า 1% และอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่า 1 ใน 100,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าการตั้งครรภ์และคลอดบุตรมาก องค์การอนามัยโลกระบุว่าการทำแท้งโดยแพทย์ในไตรมาสแรกปลอดภัยกว่าการฉีดยาปฏิชีวนะเพนิซิลลินอีกด้วย
หลังทำแท้งแล้วจะมีบุตรได้อีกหรือไม่?
การทำแท้งที่ถูกวิธีโดยแพทย์ไม่ส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตรในอนาคต ความสามารถในการตั้งครรภ์จะกลับมาปกติภายใน 2 สัปดาห์หลังหัตถการ และส่วนใหญ่สามารถตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม หากเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ไม่ได้รับการรักษา เช่น การติดเชื้อรุนแรงที่ลุกลามหรือมีแผลเป็นในมดลูก อาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ได้ ดังนั้นการทำตามคำแนะนำและเข้ารับการตรวจตามนัดจึงมีความสำคัญมาก
ถ้าเลือดออกมากผิดปกติควรทำอย่างไร?
หากเปลี่ยนผ้าอนามัยเต็มผืน 2 ผืนหรือมากกว่าภายในเวลา 1 ชั่วโมงติดต่อกันนาน 2 ชั่วโมง นี่ถือเป็นการเลือดออกรุนแรง ให้นอนพักแล้วโทรติดต่อสถานพยาบาลที่ทำหัตถการทันที หรือหากติดต่อไม่ได้ให้ไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใกล้บ้าน อาการอื่นที่ต้องระวังคือ รู้สึกวิงเวียนมาก หัวใจเต้นเร็ว หน้าซีด เหงื่อออกมาก หรือเป็นลม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะช็อกจากเลือดออกมาก อย่ารอให้อาการรุนแรงจึงไปพบแพทย์
ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาทำแท้งแตกต่างจากการใช้เครื่องมืออย่างไร?
การใช้ยาทำแท้งมักมีเลือดออกและปวดเกร็งมากกว่าการใช้เครื่องมือ และอาจใช้เวลานานกว่า (1-2 วัน) ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ เนื้อเยื่อครรภ์หลุดไม่หมด (5-10% ของกรณี) ซึ่งอาจต้องทำหัตถการเพิ่มเติม ส่วนการใช้เครื่องมือเสร็จเร็วกว่าและควบคุมเลือดออกได้ดีกว่า แต่มีความเสี่ยงต่อการเจาะมดลูก (แม้จะน้อยมาก) ทั้งสองวิธีมีความปลอดภัยสูงเมื่อทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ และการเลือกวิธีขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ สภาพสุขภาพ และความต้องการของผู้รับบริการ
การติดเชื้อหลังทำแท้งมีอาการอย่างไร?
สัญญาณของการติดเชื้อในมดลูกประกอบด้วย ไข้สูงเกิน 38°C นานเกิน 24 ชั่วโมง ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ปวดท้องมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ได้กินยาแก้ปวดแล้ว และรู้สึกไม่สบายตัวมาก เช่น ปวดเมื่อยตามตัว หนาวสั่น หากสงสัยว่าติดเชื้อต้องพบแพทย์ทันทีเพราะต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด หากปล่อยทิ้งไว้อาจลุกลามเป็นกระเพาะหน้าท้องหรือติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต การป้องกันคือรับประทานยาแอนติบายโอติกที่แพทย์สั่งครบถ้วน และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
จะรู้ได้อย่างไรว่าครรภ์หลุดหมดแล้วหรือยัง?
สัญญาณที่บ่งบอกว่าครรภ์หลุดสมบูรณ์คือ อาการท้องต่างๆ หายไป เช่น คลื่นไส้ เต้านมคัด เลือดออกลดลงและหยุดภายใน 1-2 สัปดาห์ และไม่มีอาการปวดท้องรุนแรงหลังผ่านไปไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม วิธีเดียวที่แน่ชัดคือเข้ารับการตรวจติดตามกับแพทย์ ซึ่งจะทำอัลตราซาวด์ยืนยันว่ามดลูกว่างเปล่าและหดตัวปกติ หรือตรวจระดับฮอร์โมน hCG ที่ควรลดลงสู่ระดับปกติ การข้ามนัดตรวจติดตามอาจทำให้เนื้อเยื่อตกค้างโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อหรือเลือดออกผิดปกติภายหลัง
ควรหยุดพักผ่อนจากงานนานแค่ไหนหลังทำแท้ง?
ระยะเวลาพักผ่อนขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้และสภาพร่างกาย สำหรับการใช้ยาทำแท้งหรือหัตถการในไตรมาสแรก ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 1-3 วัน หากงานไม่หนักมาก แต่หากเป็นงานที่ต้องใช้แรงหรือยืนนาน อาจต้องพัก 5-7 วัน สำหรับการทำแท้งหลังไตรมาสแรกหรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจต้องพักนานขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์ ปัจจัยสำคัญคือรับฟังร่างกายตัวเอง หากยังรู้สึกเหนื่อยล้ามากหรือมีเลือดออกมาก ไม่ควรฝืนทำงาน สามารถขอใบรับรองแพทย์จากคลินิกเพื่อลาพักผ่อนได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือก พ.ศ. 2565
- เครือข่าย RSA กรมอนามัย — rsathai.org
- สายด่วนกรมอนามัย 1663



